ภาพรวม
Need for Speed: Underground 2 เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2004 ในฐานะภาคต่อของ Underground ภาคแรก ซึ่งทาง EA Black Box ได้ทำการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง นั่นคือการทิ้งระบบเลือกการแข่งขันผ่านเมนูแบบเดิม แล้วเปลี่ยนมาเป็นโลกเปิด (Open-world) ทั้งเมือง Bayview คือเมืองสมมติที่กว้างใหญ่และแบ่งออกเป็นเขตต่างๆ ซึ่งแต่ละเขตก็ซ่อนอีเวนต์ ร้านค้า และคู่แข่งเอาไว้ ผู้เล่นจะต้องขับรถไปยังจุดแข่งแทนที่จะเลือกจากรายการ ซึ่งการปรับเปลี่ยนดีไซน์ในครั้งนี้เปลี่ยนเกมแข่งรถธรรมดาให้กลายเป็นเกมที่มีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง
เนื้อเรื่องปูทางมาได้อย่างน่าสนใจ หลังจากถูกซุ่มโจมตีและสูญเสียทุกอย่างใน Olympic City ผู้เล่นก็มาถึง Bayview แบบตัวเปล่า โดยมี Rachel Teller ผู้ติดต่อที่คอยแนะนำให้รู้จักกับวงการใต้ดินในท้องถิ่น ตัวร้ายหลักคือ Caleb Reece หัวหน้าแก๊ง The Wraiths ผู้ควบคุมวงการแข่งรถใน Bayview ผ่านการบงการดีลสปอนเซอร์ต่างๆ ซึ่งสุดท้ายเขาก็คือคนเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีในตอนแรก เส้นเรื่องการล้างแค้นอาจจะดูตรงไปตรงมา แต่ก็ช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับการดำเนินเกมได้เป็นอย่างดี

Need for Speed: Underground 2 content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
Underground 2 อัดแน่นด้วยโหมดการแข่งหลัก 5 ประเภทบนท้องถนนของ Bayview ซึ่งแต่ละโหมดต้องใช้เทคนิคที่แตกต่างกันไป:

Need for Speed: Underground 2 content image
- Circuit: แข่งรอบสนามแบบปิด
- Sprint: แข่งจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งทั่วเมือง
- Drift: เน้นทำคะแนนจากการดริฟต์เข้าโค้ง
- Drag: แข่งทางตรงที่ต้องอาศัยจังหวะและการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นยำ
- Street X: สนามแข่งขนาดเล็กและแคบที่ผสมผสานกฎการดริฟต์และเซอร์กิตเข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ยังมี Outrun challenges ที่ให้ผู้เล่นไล่ล่าคู่แข่งที่พบเจอระหว่างขับรถบนถนน และทัวร์นาเมนต์ Underground Racing League ที่เป็นเหมือนบททดสอบสุดโหด ความหลากหลายเหล่านี้ช่วยให้การเล่นไม่น่าเบื่อ และการปลดล็อกเขตใหม่ๆ ด้วยการเคลียร์อีเวนต์ให้ครบตามกำหนด ก็ช่วยให้โลกเปิดของเกมมีโครงสร้างที่ชัดเจนโดยไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดจนเกินไป

Need for Speed: Underground 2 content image
ระบบแต่งรถมีอะไรให้เล่นบ้าง?
ระบบปรับแต่งรถคือจุดขายที่ทำให้ Underground 2 โด่งดัง รถทุกคันสามารถอัปเกรดทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะได้หลายระดับ ตั้งแต่ของแต่งพื้นฐานไปจนถึงอะไหล่ระดับท็อปที่เปลี่ยนฟีลลิ่งการขับขี่ไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่งรอบคัน (Body kits), สปอยเลอร์, ฝากระโปรง, สเกิร์ตข้าง, ฟิล์มกระจก, ไฟนีออน และระบบไฮดรอลิก ที่ให้ผู้เล่นใช้เวลาอยู่ในอู่ได้นานหลายชั่วโมงก่อนจะออกไปซิ่ง ส่วนการอัปเกรดสมรรถนะนั้นครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์, เทอร์โบ, ช่วงล่าง, เบรก และยาง ซึ่งแต่ละระดับจะส่งผลต่อเวลาต่อรอบและการควบคุมรถอย่างเห็นได้ชัด
ในภาคนี้ยังมีการนำรถ SUV เข้ามาเป็นครั้งแรกของซีรีส์ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกที่แปลกใหม่และขยายขอบเขตของอู่รถให้กว้างขึ้นกว่าแค่รถสปอร์ตญี่ปุ่นหรือรถแฮทช์แบ็กยุโรป ระบบสปอนเซอร์ยังเชื่อมโยงการแต่งรถเข้ากับการดำเนินเกม โดยสปอนเซอร์จะมอบโบนัสให้หากผู้เล่นแต่งรถตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งกระตุ้นให้ผู้เล่นได้ลองใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ที่อาจจะเคยมองข้ามไป

Need for Speed: Underground 2 content image
งานภาพและเสียง
สำหรับเกมที่วางจำหน่ายในปี 2004 ถือว่า Underground 2 ยังคงทำบรรยากาศออกมาได้ดีเยี่ยม เมือง Bayview ในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงนีออนและเงาสะท้อนบนพื้นถนนเปียกชื้น สามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมการแต่งรถยุคต้นปี 2000 ออกมาได้อย่างแม่นยำ ส่วนเพลงประกอบก็เน้นไปที่แนวฮิปฮอปและร็อก โดยมีศิลปินดังอย่าง Missy Elliott, Rob Zombie และ Chingy มาร่วมสร้างสีสัน ซึ่งเพลงลิขสิทธิ์เหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเกมไม่ต่างจากตัวรถเลยทีเดียว
อิทธิพลและตำนาน
Underground 2 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์วงการเกม ที่วัฒนธรรมการแต่งรถ, ดีไซน์แบบโลกเปิด และระบบปรับแต่งรถเชิงลึกมารวมตัวกันได้อย่างลงตัว รูปแบบการแข่งรถบนถนนแบบโลกเปิดที่เกมนี้บุกเบิกไว้ ได้กลายเป็นอิทธิพลให้กับซีรีส์ NFS ในยุคต่อมา และเป็นต้นแบบที่เกมคู่แข่งหลายเกมพยายามเดินตาม การผสมผสานระหว่างเมือง Bayview ที่สำรวจได้อิสระ ระบบอัปเกรดที่ซับซ้อน และประเภทการแข่งที่หลากหลาย ทำให้เกมนี้กลายเป็นจุดสูงสุดของสิ่งที่ EA Black Box สร้างขึ้นในยุค Underground อย่างแท้จริง







