ภาพรวม
Need for Speed: Underground เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 2003 ในฐานะภาคที่ 7 ของซีรีส์ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่มากกว่าจะเป็นแค่ภาคต่อ พัฒนาโดย EA Black Box และจัดจำหน่ายโดย Electronic Arts เกมนี้ทิ้งรถสปอร์ตหรูที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของ NFS ภาคก่อนๆ แล้วหันมานำเสนอวัฒนธรรมรถแต่ง (Tuner culture), ถนนที่อาบไปด้วยแสงนีออน และฉากการแข่งรถใต้ดินที่กำลังเป็นกระแสหลักในยุคนั้น การเปลี่ยนแนวทางครั้งนี้ถือว่ากล้าหาญและประสบความสำเร็จอย่างมาก จนทำให้ Underground กลายเป็นหนึ่งในเกมแข่งรถที่ขายดีที่สุดในยุคนั้นเลยทีเดียว
เกมดำเนินเรื่องใน Olympic City เมืองสมมติ โดยพาคุณเข้าสู่โหมดเนื้อเรื่อง (Career mode) ที่มีพล็อตเรื่องชัดเจน คุณจะได้รับบทเป็นนักแข่งรถสตรีทเรซเซอร์โนเนมที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ โดยมี Samantha คอยชี้แนะเส้นทางในวงการแข่งรถใต้ดินของเมืองนี้ เนื้อเรื่องจะพาคุณไปสัมผัสทั้งการแข่งแบบเซอร์กิต (Circuit), แดร็ก (Drag) และการแข่งดริฟต์ (Drift) จนนำไปสู่การท้าดวลกับ Eddie นักแข่งมือหนึ่งของเมืองและหัวหน้าแก๊ง The Eastsiders แม้พล็อตเรื่องจะไม่ใช่ระดับวรรณกรรม แต่ก็ช่วยสร้างความตื่นเต้นในการไต่เต้าและมีตัวละครที่น่าจดจำสำหรับเกมแข่งรถ
เกมเพลย์และระบบการเล่น
ลูปหลักของ Underground นั้นเข้าใจง่ายมาก: แข่งรถ, เก็บเงินและค่าชื่อเสียง (Reputation), อัปเกรดรถ แล้วก็กลับไปแข่งใหม่ สิ่งที่ทำให้เกมนี้สนุกคือความรู้สึกฟินในทุกขั้นตอน โดยโหมดการแข่งหลักๆ มีดังนี้:

- Circuit racing (แข่งในสนามแบบหลายรอบ)
- Sprint races (แข่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง)
- Drag racing (แข่งทางตรงที่ต้องอาศัยจังหวะออกตัวและการเปลี่ยนเกียร์)
- Drift competitions (แข่งดริฟต์ที่เน้นคะแนนจากมุมองศาและสไตล์)
แต่ละโหมดต้องใช้เทคนิคที่ต่างกันและต้องปรับแต่งรถให้เหมาะสม ทำให้โหมดเนื้อเรื่องไม่น่าเบื่อ โดยเฉพาะการแข่ง Drag ที่เหมือนเป็นพัซเซิลในตัว เพราะต้องอาศัยจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นยำและการเปลี่ยนเลนด้วยความเร็วสูง ไม่ใช่แค่เหยียบคันเร่งให้มิดอย่างเดียว

ทำไมระบบแต่งรถถึงลึกซึ้งขนาดนี้?
โหมดโรงรถ (Garage mode) คือจุดที่ทำให้ Underground แตกต่างจากเกมแข่งรถทุกเกมในยุคนั้น คุณสามารถปรับแต่งสมรรถนะรถได้ทั้งเครื่องยนต์, ระบบเกียร์, ช่วงล่าง และยาง แต่ที่เด็ดกว่าคือการแต่งรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่ง (Body kits), สปอยเลอร์, ฝากระโปรงหน้า, ล้อแม็ก, ฟิล์มกระจก, ไฟนีออนใต้ท้องรถ, ลายสติกเกอร์ (Vinyl wraps) และสีรถ ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากแบรนด์ของจริง ด้วยตัวเลือกที่มหาศาล ทำให้ผู้เล่นสองคนอาจจะใช้รถรุ่นเดียวกันจบเกม แต่รถของทั้งคู่กลับมีหน้าตาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รายชื่อรถลิขสิทธิ์ในเกมมีทั้ง Mitsubishi Lancer Evolution, Subaru Impreza WRX, Nissan Skyline และ Toyota Supra ซึ่งล้วนเป็นรถในฝันของเหล่าแฟนคลับรถแต่งในยุคนั้น ทุกการอัปเกรดจะแสดงผลให้เห็นบนตัวรถจริงๆ ซึ่งเป็นระบบที่ให้ฟีดแบ็กที่ชัดเจนและหาได้ยากมากในปี 2003

งานภาพและเสียง
สำหรับเกมที่วางจำหน่ายในปี 2003 งานภาพของ Underground ยังคงดูดีในหลายๆ จุด การเลือกให้แข่งเฉพาะตอนกลางคืนเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดมาก เพราะช่วยให้เอนจิ้นแสงสีทำงานได้เต็มที่ ทั้งไฟหน้า แสงนีออน และไฟถนนที่สร้างบรรยากาศได้สมจริงสุดๆ แถมเอฟเฟกต์ Motion blur ตอนทำความเร็วสูงก็ถือเป็นจุดโชว์ของในยุคนั้นเลย
ด้านเพลงประกอบก็จัดเต็มด้วยแนวฮิปฮอปและร็อกยุคต้นปี 2000 จากศิลปินดังอย่าง Rob Zombie, Mystikal และ Spineshank มันเหมือนเป็นแคปซูลกาลเวลาที่ถ่ายทอดบรรยากาศของวัฒนธรรมสตรีทเรซซิ่งในยุคนั้นได้อย่างแม่นยำ งานเสียงเข้ากับสไตล์ภาพได้เป็นอย่างดี และเสียงเครื่องยนต์ก็ถูกปรับจูนมาให้รู้สึกเร้าใจแม้จะเป็นรถรุ่นธรรมดาก็ตาม
อิทธิพลและตำนาน
อิทธิพลของ Underground ที่มีต่อเกมแนวแข่งรถนั้นประเมินค่าไม่ได้เลย เกมนี้มีภาคต่อในปี 2004 และกลายเป็นต้นแบบให้กับภาค Most Wanted และ Carbon ที่ตามมา โครงสร้างโหมดเนื้อเรื่อง, ระบบแต่งรถที่ลึกซึ้ง และการเล่าเรื่องที่เข้มข้นกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของเกมแข่งรถไปตลอดทศวรรษ สำหรับบน PC และ Xbox เกมนี้ยังคงเป็นบรรทัดฐานว่าเกมแข่งรถสไตล์รถแต่งควรจะเป็นอย่างไรเมื่อระบบการปรับแต่งถูกสร้างขึ้นมาอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสีผิวเผิน












