Heave Ho 2 เปิดตัวในฐานะภาคต่อที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่ควรสร้าง ด้วยการนำคอนเซปต์เกมแนว Co-op ที่ทั้งหลุดโลกและฮาที่สุดในรอบทศวรรษมาขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น พร้อมเพิ่มระบบ Online Multiplayer ที่แฟนๆ รอคอยเข้ามา นี่คือสิ่งที่ผู้พัฒนา Le Cartel Studio และผู้จัดจำหน่าย Devolver Digital ได้ทำ และผลลัพธ์ที่ได้คือเกมแนว Party Game ที่เข้าใจจุดแข็งของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณต้องการจุดเปรียบเทียบสำหรับเกม Co-op สุดป่วนที่ทำออกมาได้ดี ให้ลองนึกถึงสิ่งที่ HELLDIVERS 2 ทำไว้ในเรื่องการประสานงานของทีม แต่เปลี่ยนจากความลึกเชิงกลยุทธ์มาเป็นความไร้สาระที่ขับเคลื่อนด้วยระบบฟิสิกส์ล้วนๆ

รับสิทธิ์สมาชิก GTA+ ฟรี 1 เดือนเมื่อสั่งซื้อล่วงหน้า
สั่งซื้อล่วงหน้า GTA 6 ได้แล้ววันนี้
สิ่งที่ภาคต่อเพิ่มเข้ามาจริงๆ
Heave Ho ภาคแรกมีคอนเซปต์ที่เฉียบคมอยู่แล้ว นั่นคือการควบคุมสิ่งมีชีวิตไร้ขาที่มีแขนยืดหยุ่นได้เพื่อผ่านด่านต่างๆ ด้วยการเกาะพื้นผิวและเหวี่ยงเพื่อนร่วมทีม โดยใช้เพียงแค่ปุ่ม Trigger สองปุ่มและอนาล็อกสติ๊กเท่านั้น อินพุตที่เรียบง่ายแต่สร้างความโกลาหลที่คาดไม่ถึงได้อย่างลึกซึ้ง Heave Ho 2 ยังคงรักษาพื้นฐานเหล่านั้นไว้ได้อย่างครบถ้วนและต่อยอดจากจุดเดิมแทนที่จะเปลี่ยนไปจากเดิม
ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือระบบ Online Multiplayer ซึ่งทำออกมาได้ดีอย่างน่าประทับใจ เกมแนวฟิสิกส์มักจะวัดกันที่ Netcode และการเล่นออนไลน์ในเกมนี้ก็มีความเสถียรอย่างสม่ำเสมอ การจับยึดทำได้แม่นยำ การเหวี่ยงตัวให้ความรู้สึกที่เชื่อถือได้ และเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น มันก็รู้สึกว่าเป็นเพราะฝีมือของเราเองมากกว่าที่จะไปโทษปัญหาการเชื่อมต่อ ซึ่งประเด็นหลังนี้สำคัญกว่าที่คิด
โลกธีมต่างๆ 8 แห่งเข้ามาแทนที่ฉากเดียวจากภาคแรก โดยแต่ละแห่งจะนำเสนอกลไกใหม่ๆ ก่อนที่ของเดิมจะเริ่มน่าเบื่อ พื้นที่ไร้น้ำหนักในอวกาศเปลี่ยนโมเมนตัมให้กลายเป็นเครื่องมือหลักของคุณ ปราสาทในยุคกลางเพิ่มกลไกเคลื่อนที่ที่ต้องอาศัยจังหวะการประสานงาน ส่วนฉากในห้องครัวก็เปลี่ยนของใช้ในบ้านขนาดใหญ่ให้กลายเป็นด่านอุปสรรคที่ท้าทายอย่างไม่น่าเชื่อ ความหลากหลายนี้ช่วยให้เกมยังคงความสดใหม่ตลอดทั้งแคมเปญโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการยืดเวลาเล่นจนเกินจำเป็น
อุปกรณ์เสริมใหม่ๆ ช่วยขยาย Sandbox ให้กว้างขึ้นโดยไม่ซับซ้อนจนเกินไป ปืนยิงตัวละคร (Pop guns) ช่วยส่งผู้เล่นข้ามช่องว่างที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ คันโยกที่ต้องอาศัยจังหวะการกดพร้อมกันของทุกคน และโดรนกู้ภัยที่ช่วยดึงเพื่อนร่วมทีมกลับมาหลังจากพลาดท่าแบบน่าอาย ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ชิ้นไหนที่บดบังหัวใจหลักของเกม เพราะทุกอย่างยังคงวนเวียนอยู่กับการเกาะ การเหวี่ยง และการเชื่อใจเพื่อนร่วมทีมของคุณมากกว่าที่พวกเขาควรจะได้รับ
ที่มาของความโกลาหลที่แท้จริง
ประเด็นของ Heave Ho 2 คือการออกแบบด่านนั้นฉลาดก็จริง แต่มันไม่ใช่แหล่งกำเนิดของช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่เป็นระบบฟิสิกส์ต่างหาก การกะจังหวะพลาดเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่การที่ผู้เล่นสองคนชนกันกลางอากาศ คนหนึ่งพยายามจะช่วยแต่ดันไปคว้าผิดตัว และภายในไม่กี่วินาที เพื่อนสี่คนที่ห้อยต่องแต่งก็ร่วงหล่นลงสู่เหวไปพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังลั่นห้อง ความสำเร็จนั้นน่าพอใจ แต่ความล้มเหลวมักจะตลกกว่าเสมอ
การเล่นแบบ Couch Co-op 4 คนยังคงเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดด้วยเหตุผลนี้ เสียงตะโกน การชี้ไม้ชี้มือ และเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งไม่สามารถจำลองผ่านหูฟังกับคนแปลกหน้าได้ แม้การเล่น 2 คนจะยังสนุก แต่เกมนี้จะกลับมามีชีวิตชีวาอย่างแท้จริงเมื่อมีคน 4 คนตะโกนสั่งการที่ขัดแย้งกันเองพร้อมๆ กับพยายามเกาะเกี่ยวกันไว้สุดชีวิต
การเข้าถึงได้ง่าย (Accessibility) ก็เป็นสิ่งที่ทีมงานให้ความสำคัญเช่นกัน ห่วงยางลอยน้ำและโดรนช่วยเหลือช่วยป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้เล่นมือใหม่ติดอยู่ในด่านนานเกินไป ทำให้การเล่นดำเนินต่อไปได้โดยไม่ตัดความท้าทายออกไปจนหมด ความสมดุลนี้สำคัญมากสำหรับ Party Game เพราะความหงุดหงิดจะทำลายเสียงหัวเราะอย่างรวดเร็ว และ Heave Ho 2 ก็รักษาทั้งสองอย่างนี้ไว้ในระดับที่กำลังดี
ส่วนที่ยังทำได้ไม่สุด
ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะสมบูรณ์แบบ โหมดการแข่งขัน (Versus) ไม่เคยไปถึงจุดสูงสุดเหมือนแคมเปญแบบร่วมมือกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Heave Ho มักจะตลกที่สุดเมื่อผู้เล่นเผลอแกล้งกันเองในขณะที่ตั้งใจจะช่วยกัน การแข่งขันแบบตั้งใจทำให้เสน่ห์บางอย่างหายไป ทำให้โหมด Versus รู้สึกเหมือนเป็นโบนัสพิเศษมากกว่าจะเป็นโหมดทางเลือกที่จริงจัง
ผู้เล่นบางคนที่หลงรักความโหดหินของภาคแรกอาจสังเกตเห็นว่าระบบฟิสิกส์ถูกปรับให้สมูทขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกที่ผ่อนปรนมากขึ้นช่วยลดความผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัยโดยไม่ทำลายความโกลาหลแบบตลกเจ็บตัว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับกลุ่มผู้เล่นที่กว้างขึ้น แต่ความคมของภาคแรกก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ยังไม่มีประสบการณ์การเล่นคนเดียวที่น่าสนใจ Heave Ho 2 รู้ดีว่าตัวเองต้องการเป็นอะไร และการเล่นคนเดียวไม่ใช่คำตอบ เกมนี้ถูกสร้างมาเพื่อห้องนั่งเล่นที่เต็มไปด้วยผู้คนและการคุยผ่าน Discord ไม่ใช่ค่ำคืนที่เงียบเหงาเพียงลำพัง
เนื้อหาเสริมและคุณค่าในการเล่นซ้ำ
สายเก็บรายละเอียด (Completionists) มีอะไรให้ทำอีกมากมายนอกเหนือจากแคมเปญหลัก ของสะสมที่ซ่อนอยู่, การแข่งทำเวลา (Time trials), ความท้าทายในการถ่ายรูปสุดปั่น และของตกแต่งที่ปลดล็อกได้ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลให้กลับมาเล่นด่านเก่าๆ อีกครั้ง แม้แต่ละอย่างจะเป็นส่วนเสริมเล็กๆ แต่เมื่อรวมกันแล้วก็ทำให้แคมเปญมีคุณค่าในการเล่นซ้ำมากกว่าแค่การเล่นรอบเดียว
สิ่งที่ผู้เล่นส่วนใหญ่มักพลาดในการเล่นรอบแรกคือการที่เป้าหมายเสริมเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองต่อด่านที่คุ้นเคย ด่านที่เคยดูตรงไปตรงมาในแคมเปญกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันทีเมื่อคุณต้องแข่งกับเวลาหรือตามหาของสะสมที่ซ่อนอยู่ ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมของคุณก็มีเป้าหมายของตัวเอง
บทสรุปของภาคต่อ Party Game จาก Devolver
Heave Ho 2 ใหญ่ขึ้น ฉลาดขึ้น และยืดหยุ่นกว่าภาคแรกโดยไม่ทิ้งเสน่ห์ความบ้าบอที่ทำให้เกมแรกกลายเป็นเกม Co-op ระดับตำนาน การเพิ่มระบบ Online Multiplayer เพียงอย่างเดียวก็คุ้มค่าพอที่จะทำให้ภาคต่อนี้เกิดขึ้น และโลกธีมต่างๆ 8 แห่งก็ช่วยให้เกมยังคงความสดใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ หากคุณต้องการแหล่งข้อมูลเกมแนว Co-op เพิ่มเติมระหว่างรอเล่นรอบถัดไป ศูนย์รวม gaming guides ของเรามีเนื้อหามากมายให้คุณได้อ่าน ส่วนโหมด Versus ที่ยังทำได้ไม่ดีนักและประสบการณ์การเล่นคนเดียวที่ไม่มีอะไรเลยอาจเป็นจุดด้อย แต่สำหรับใครที่มีกลุ่มเพื่อนพร้อมจะเอาความสัมพันธ์มาเสี่ยงด้วยกันในนามของความไร้สาระเชิงฟิสิกส์ นี่คือหนึ่งใน Party Game ที่ดีที่สุดในขณะนี้








