Hideo Kojima ปรากฏตัวในวิดีโอทีเซอร์ที่สร้างโดย AI ให้กับแบรนด์ Prada จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากแฟนคลับ ทำให้ล่าสุดนักพัฒนาเกมระดับตำนานผู้นี้ได้ออกมาเปิดเผยความคิดเห็นที่แท้จริงของเขาเกี่ยวกับ AI และงานศิลปะ โดยสรุปสั้นๆ คือ เขาไม่เชื่อว่า AI จะสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะที่แท้จริงได้ในยุคที่เขายังมีชีวิตอยู่ และเขาก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับเรื่องนี้
เมื่อปลายเดือนที่แล้ว Kojima ได้ปรากฏตัวร่วมกับผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเดนมาร์ก Nicholas Winding Refn ในวิดีโอทีเซอร์ความยาว 90 วินาทีสำหรับโปรเจกต์ Prada Mode ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรม Chelsea Hotel ในนิวยอร์ก โดยเนื้อหาเล่าถึงทั้งสองคนที่เดินทางมาด้วยยานอวกาศ ประสบอุบัติเหตุตกบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง และต้องหลบหนีจากเอเลี่ยน แน่นอนว่ามันดูเหนือจริง (Surreal) แต่กระแสต่อต้านไม่ได้เกิดจากตัวคอนเซปต์ หากแต่เป็นวิธีการผลิต
ปฏิกิริยาจากแฟนคลับที่จุดชนวนให้เกิดการถกเถียง
ทันทีที่ทีเซอร์ของ Prada ถูกปล่อยออกมา แฟนๆ ของ Kojima ก็แสดงความรู้สึกอย่างชัดเจน มีคอมเมนต์ที่เรียกวิดีโอนี้ว่าเป็น "AI slop" (งานขยะที่สร้างจาก AI) แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย แฟนคนหนึ่งเขียนว่าเขารู้สึก "ใจสลายที่เห็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่หันไปพึ่งพา Generative AI" ในขณะที่อีกคนบอกกับ Kojima โดยตรงว่า "คุณเก่งกว่านี้" คำว่า "AI slop" ปรากฏให้เห็นซ้ำๆ ในช่องคอมเมนต์ และความไม่พอใจนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่การตอบโต้ตามกระแส
ประเด็นสำคัญคือ Kojima ไม่ได้เป็นคนสร้างวิดีโอนี้ขึ้นมาเอง เขาเพียงแค่ร่วมแสดงเท่านั้น โดย Prada เป็นผู้ผลิต แต่สำหรับแฟนๆ หลายคน ความแตกต่างนี้แทบไม่มีความหมาย
สิ่งที่ Kojima พูดจริงๆ เกี่ยวกับ AI และงานศิลปะ
Kojima ในวัย 62 ปี ได้กล่าวถึง AI ในภาพรวมระหว่างงานที่ Chelsea Hotel ซึ่งจุดยืนของเขามีความซับซ้อนกว่าที่กระแสวิจารณ์เข้าใจ
"ศิลปะคือชีวิต แต่ในอีก 50 ปี หรือ 100 ปีข้างหน้า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน บางที AI อาจจะสร้างงานศิลปะได้ แต่ในขณะที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นมัน และผมก็ไม่ได้สนใจด้วย" เขากล่าว นอกจากนี้เขายังเปรียบเปรยว่า AI เหมาะที่จะเป็น "ภารโรงสำหรับงานจุกจิกเชิงสร้างสรรค์" มากกว่า โดยที่มนุษย์ยังคงเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่แท้จริง
นั่นเป็นจุดยืนที่ชัดเจนมาก แต่ความคิดเห็นในอดีตของเขากลับสะท้อนเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น
เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว Kojima บอกกับ CNN ว่าเขาสนใจ AI ในแง่ของการขับเคลื่อนระบบควบคุมมากกว่าการสร้างภาพ "การใช้ AI จะช่วยให้พฤติกรรมของศัตรูเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ การกระทำ และรูปแบบการเล่นของผู้เล่น การตอบสนองแบบไดนามิก (Dynamic response) เช่นนี้จะทำให้เกมเพลย์ลึกซึ้งยิ่งขึ้น" นั่นคือการประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติและเน้นเกมเพลย์เป็นหลัก ไม่ใช่การสนับสนุนเชิงปรัชญาต่อคอนเทนต์ที่สร้างจาก AI
เขายังเคยบอกกับ Wired Japan เมื่อปีที่แล้วว่า เขาเห็น "อนาคตที่เขาจะก้าวล้ำนำหน้าไปอีกขั้น โดยการสร้างสรรค์ร่วมกับ AI" และยังเรียกมันว่าเป็น "เพื่อน" ในบริบทของการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย
ทิศทางของ OD และ Physint
ปัจจุบัน Kojima มีโปรเจกต์ใหญ่สองโปรเจกต์ที่กำลังพัฒนาอยู่ ได้แก่ OD เกมสยองขวัญที่ทำร่วมกับ Xbox และ Physint ที่จะลงให้กับ PlayStation คำถามในตอนนี้คือ Generative AI จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์เหล่านี้หรือไม่ และในรูปแบบใด
ความคิดเห็นของเขาชี้ให้เห็นว่าเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ในแบบที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านเหมือนกรณี Prada พฤติกรรมศัตรูแบบไดนามิก ระบบที่ปรับเปลี่ยนได้ตามผู้เล่น หรือเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการผลิต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาสามารถนำมาใช้ได้ตามที่เคยกล่าวไว้ต่อสาธารณะ แต่การใช้ AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ภาพหรือเนื้อเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ของเกมเขานั้น ดูจะเป็นคนละเรื่องกันเลย
สำหรับบริบทว่าสตูดิโอต่างๆ กำลังรับมือกับคำถามเหล่านี้อย่างไร ทาง คู่มือการเล่นเกม และ รีวิวเกม ได้ติดตามดูว่าฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังปรากฏให้เห็นในเกมระดับบิ๊กเนมอย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ Kojima ยังเคยกล่าวเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วว่า ในอนาคตเกมรีเมคและภาคต่อจะถูกสร้างโดย AI ซึ่งเขาถือว่าเป็นเหตุผลที่นักสร้างสรรค์ดั้งเดิมต้องเดินหน้าบุกเบิกดินแดนใหม่ๆ ต่อไป แทนที่จะย่ำอยู่กับที่ในพื้นที่เดิมๆ ซึ่งนั่นสอดคล้องกับมุมมองโลกทัศน์ที่กว้างกว่าของเขา และเป็นทัศนะที่เฉียบคมกว่าที่ผู้บริหารส่วนใหญ่กล้าที่จะพูดออกมา
สถานการณ์ของ Prada เป็นเครื่องเตือนใจว่าบริบทต่างๆ บนโลกออนไลน์สามารถบิดเบือนไปได้อย่างรวดเร็ว Kojima ไม่ได้เป็นคนผลิตวิดีโอ AI เขาเพียงแค่ปรากฏตัวในวิดีโอให้กับแบรนด์แฟชั่นเท่านั้น ส่วนความแตกต่างนี้จะสำคัญต่อแฟนๆ หรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน แต่ทัศนะที่แท้จริงของเขาเกี่ยวกับ AI ในการพัฒนาเกมนั้นควรค่าแก่การอ่านอย่างละเอียดก่อนที่จะด่วนสรุป ซึ่งโปรเจกต์ในอนาคตของเขาจะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่าหลักการเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้จริงอย่างไร









