Meta ได้แอบใส่ระบบจดจำใบหน้า (facial recognition) ลงในแอปสมาร์ทกลาส (smart glasses) ของตน โดยมีการอัปเดตแอปหลายครั้งจนส่งผลกระทบต่อผู้ใช้หลายล้านคน ก่อนจะลบทิ้งไปอย่างเงียบๆ หลังจากที่มีการค้นพบโค้ดดังกล่าวและเป็นข่าวในที่สาธารณะ ฟีเจอร์นี้มีชื่อเรียกภายในว่า NameTag ถูกออกแบบมาเพื่อระบุตัวตนของบุคคลที่ปรากฏผ่านเลนส์ของสมาร์ทกลาสและแจ้งเตือนผู้สวมใส่เมื่อตรวจพบใครบางคน
ประเด็นหลังนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดทีเดียว เพราะแว่นตาสามารถระบุใบหน้าของคนแปลกหน้าและบอกคุณได้ว่าเขาคือใคร นี่ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์อำนวยความสะดวก (quality-of-life feature) เล็กๆ น้อยๆ แต่มันคือเครื่องมือสอดแนม (surveillance tool) ชัดๆ

ซื้อเกมในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม
รับส่วนลดสูงสุด 80%
NameTag จากโค้ดภายในสู่ประเด็นดราม่าในที่สาธารณะ
มีรายงานว่าโค้ดของ NameTag ถูกเพิ่มเข้าไปใน Meta AI app ผ่านการอัปเดตหลายครั้งตลอดปี 2026 โดยแอบฝังไว้โดยไม่มีการประกาศหรือแจ้งให้ผู้ใช้ทราบแต่อย่างใด แอปดังกล่าวถูกดาวน์โหลดไปแล้วหลายล้านครั้ง ซึ่งหมายความว่าโค้ดนี้ได้เข้าถึงฐานผู้ใช้จำนวนมหาศาลก่อนที่คนนอกบริษัทจะรู้ถึงการมีอยู่ของมันเสียอีก
ประเด็นสำคัญคือ เรื่องนี้แดงขึ้นมาเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ Meta spokesperson ได้กล่าวต่อสาธารณะว่า "หากเราจะปล่อยฟีเจอร์เช่นนี้ เราจะดำเนินการอย่างรอบคอบที่สุดก่อนที่จะเปิดใช้งานจริง" ทั้งที่ในตอนนั้นโค้ดดังกล่าวได้ถูกใส่ไว้ในแอปเรียบร้อยแล้ว ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำที่เกิดขึ้นจริงภายในแอปนั้นเป็นสิ่งที่มองข้ามได้ยาก
เมื่อโค้ดดังกล่าวถูกรายงานต่อสาธารณะ Meta ก็ได้ลบมันออกไป โดยไม่มีการแถลงการณ์ชี้แจงว่าทำไมถึงมีโค้ดนี้อยู่ ไม่มีคำอธิบายว่ามันเคยถูกเปิดใช้งานหรือไม่ เพียงแค่หายไปเฉยๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Meta เจอกับดราม่าเรื่องการจดจำใบหน้า
Meta เคยผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาแล้ว และประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้นสำคัญมาก บริษัทเคยใช้ฟีเจอร์แท็กใบหน้าอัตโนมัติบน Facebook ตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปี 2021 ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีรายงานว่าบริษัทได้เก็บรวบรวมข้อมูลใบหน้า (faceprints) จากรูปถ่ายของผู้ใช้ไปประมาณหนึ่งพันล้านชุด เมื่อระบบดังกล่าวถูกปิดตัวลง ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ก็ถูกลบออกไป แต่ก็ไม่ทันการณ์เพราะบริษัทต้องเผชิญกับผลกระทบทางกฎหมายอย่างหนัก
Meta ได้ยอมความในคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (class-action lawsuit) เรื่องความเป็นส่วนตัวในรัฐอิลลินอยส์ด้วยมูลค่า $650 million ในปี 2021 จากนั้นในปี 2024 คดีที่ยื่นฟ้องโดยอัยการสูงสุดของรัฐเท็กซัสก็นำไปสู่การยอมความที่ $1.4 billion โดยมีข้อกล่าวหาหลักคือการเก็บรวบรวมข้อมูลไบโอเมตริกซ์จากผู้ใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมตามกฎหมาย ปัจจุบันมูลค่าตามราคาตลาด (market capitalization) ของบริษัทอยู่ที่ประมาณ $1.45 trillion ซึ่งทำให้ตัวเลขการยอมความทั้งสองคดีดูเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
รูปแบบการทำงานยังคงเดิม: ปล่อยของก่อน แล้วค่อยตอบคำถามทีหลัง
สมาร์ทกลาสกับภาพรวมของการสอดแนม
NameTag ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว มีรายงานอีกฉบับพบว่าฟุตเทจที่บันทึกโดย Meta's AI smart glasses ถูกตรวจสอบโดยพนักงานที่เป็นสัญญาจ้าง ซึ่งพนักงานเหล่านั้นบรรยายว่าพวกเขาเห็นสิ่งที่เกินคาดหมายไปมาก รวมถึงช่วงเวลาส่วนตัวที่ผู้ใช้ไม่น่าจะตั้งใจบันทึกไว้ นำไปสู่การฟ้องร้องในที่สุด
ย้อนกลับไปในปี 2024 นักศึกษาจาก Harvard ได้ใช้แว่นตา Meta Ray-Ban 2 สร้างอุปกรณ์สวมใส่ที่สามารถระบุตัวตนคนแปลกหน้าและดึงข้อมูลส่วนบุคคลออกมาได้แบบเรียลไทม์ โดยอาศัยแหล่งข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ โปรเจกต์นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสาธิตว่าความสามารถนี้เข้าถึงได้ง่ายเพียงใด และมันทำงานได้อย่างแม่นยำจนน่าตกใจ แม้โปรเจกต์นี้จะไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง แต่มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าฮาร์ดแวร์นี้สามารถทำอะไรได้บ้างหากมีคนคิดจะพัฒนาต่อยอด
ประเด็นสำคัญคือความกังวลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสมมติ ฮาร์ดแวร์มีอยู่จริง อยู่ในมือผู้ใช้หลายล้านคน และโค้ดสำหรับระบบจดจำใบหน้าก็เคยแฝงอยู่ในแอปคู่หู (companion app) มาแล้ว การลบโค้ดดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการในเชิงบวก แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่ามันเคยอยู่ที่นั่น
สำหรับเกมเมอร์และผู้ใช้งานเทคโนโลยีที่ใช้เวลาในพื้นที่เสมือนจริง ความทับซ้อนระหว่างเทคโนโลยีการสอดแนมในโลกกายภาพกับตัวตนดิจิทัล (digital identity) กำลังกลายเป็นเรื่องที่มองข้ามได้ยากขึ้น หากคุณสงสัยว่าคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวและตัวตนเหล่านี้กำลังดำเนินไปอย่างไรในโลกเสมือนจริง คู่มือ Decentraland Metaverse Fashion Week 2025 ของเราจะเป็นหน้าต่างบานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าตัวตนและการมีอยู่บนโลกดิจิทัลถูกจัดการอย่างไรในพื้นที่ web3 ที่กฎเกณฑ์ต่างๆ กำลังถูกเขียนขึ้นแบบเรียลไทม์
Pro tip: ควรหมั่นตรวจสอบว่าแอปไหนในมือถือของคุณที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงกล้องบ้าง โดยเฉพาะแอปคู่หูของสมาร์ทกลาส แพลตฟอร์มโซเชียล และเครื่องมือ AR ต่างๆ เพราะการเข้าถึงกล้องของแอปเหล่านี้ครอบคลุมเกินกว่าที่แอปถ่ายรูปทั่วไปจำเป็นต้องใช้
การลบโค้ดของ NameTag ถือเป็นการปิดฉากบทนี้ไป แต่ Meta ยังไม่ได้ชี้แจงว่าฟีเจอร์นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาทำไม พัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว หรือยังมีเวอร์ชันอื่นที่กำลังพัฒนาอยู่หรือไม่ นี่คือคำถามที่น่าจับตามอง สำหรับข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์เกมมิ่งในขณะที่เหตุการณ์ดำเนินไป สามารถติดตามได้ที่ส่วน gaming guides ของเราซึ่งมีการอัปเดตข้อมูลล่าสุดจากทั่วทั้งอุตสาหกรรมอยู่เสมอ








