แฟรนไชส์ Call of Duty ยังคงเป็นหนึ่งใน เกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person shooter) ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเกม ตลอดระยะเวลาหลายยุคสมัยของคอนโซล ซีรีส์นี้ได้สร้างโหมดเนื้อเรื่อง (Campaign) ที่น่าจดจำ ประสบการณ์การเล่นแบบมัลติเพลเยอร์ (Multiplayer) ที่เน้นการแข่งขัน และโหมดเล่นร่วมกัน (Cooperative) ที่ช่วยกำหนดมาตรฐานให้กับเกมออนไลน์ ตั้งแต่การแจ้งเกิดของ Modern Warfare ไปจนถึงความนิยมของซีรีส์ย่อยอย่าง Black Ops แต่ละภาคได้นำเสนอกลไกการเล่นใหม่ๆ และช่วงเวลาสำคัญที่หล่อหลอมตัวตนของแฟรนไชส์นี้ขึ้นมา
นี่คือการจัดอันดับ 10 เกม Call of Duty ที่ดีที่สุดตลอดกาล
10. Call of Duty: Black Ops 6
Black Ops 6 ดึงความสนใจกลับมาสู่ซีรีส์อีกครั้งด้วยโครงสร้างโหมดเนื้อเรื่องที่เข้มข้นขึ้นและระบบการเคลื่อนไหวที่ได้รับการปรับปรุง ฟีเจอร์ Omnimovement ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการต่อสู้ ในขณะที่โหมด Zombies ได้กลับมาใช้รูปแบบการเล่นแบบแบ่งรอบ (Round-based) ตามแบบฉบับดั้งเดิมที่แฟนเกมรุ่นเก๋าชื่นชอบ
ประสบการณ์การเล่นแบบมัลติเพลเยอร์ยังได้รับอานิสงส์จากการออกแบบแผนที่ที่กระชับและจังหวะการเล่นที่รวดเร็วขึ้น แม้จะเป็นหนึ่งในภาคใหม่ล่าสุดของแฟรนไชส์ แต่ Black Ops 6 ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าซีรีส์นี้ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้โดยไม่ทิ้งหัวใจสำคัญของเกมเพลย์หลัก

9. Call of Duty: Modern Warfare II
Modern Warfare II ขยายเนื้อเรื่องของภาค Reboot อย่าง Modern Warfare ด้วยฉากแอ็กชันสุดอลังการแบบภาพยนตร์และแนวทางการต่อสู้ที่เน้นกลยุทธ์มากขึ้น โหมดเนื้อเรื่องเน้นไปที่ปฏิบัติการแบบหน่วยรบพิเศษและกลไกการลอบเร้น ในขณะที่มัลติเพลเยอร์ได้แนะนำระบบ Progression ใหม่ๆ และโหมดขนาดใหญ่
แม้ว่าการอัปเดตคอนเทนต์ตามฤดูกาล (Seasonal content) จะได้รับกระแสตอบรับที่หลากหลาย แต่ตัวเกมก็ยังคงรักษาฐานผู้เล่นที่เหนียวแน่นไว้ได้ด้วยระบบ Gunplay ที่ขัดเกลามาเป็นอย่างดีและการสนับสนุนหลังวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

8. Call of Duty: World at War
World at War ยังคงเป็นหนึ่งในภาคที่มืดหม่นที่สุดของแฟรนไชส์ โดยมีฉากหลังเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง เกมเน้นไปที่ การต่อสู้ที่ดุเดือด ในสมรภูมิแปซิฟิกและแนวรบด้านตะวันออก การนำเสนอที่ดิบเถื่อนทำให้ภาคนี้แตกต่างจากเกมภาคก่อนๆ ในซีรีส์
นอกจากนี้ เกมยังโดดเด่นจากการเป็นภาคแรกที่แนะนำโหมด Zombies ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของแฟรนไชส์ โดยมีแผนที่อย่าง Nacht der Untoten ที่เป็นรากฐานให้กับโหมดนี้มานานหลายปี

7. Call of Duty: Black Ops III
Black Ops III เน้นหนักไปที่การต่อสู้ในโลกอนาคต โดยแนะนำระบบการวิ่งไต่กำแพง (Wall-running), การพุ่งตัว (Thrust movement) และความสามารถพิเศษของตัวละคร (Specialist abilities) แม้ว่าโหมดเนื้อเรื่องจะทำให้ผู้เล่นแตกเป็นสองฝ่ายเนื่องจากเนื้อเรื่องที่ซับซ้อน แต่มัลติเพลเยอร์กลับกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เน้นการแข่งขันและมีคอนเทนต์แน่นที่สุดในซีรีส์
โหมด Zombies ของภาคนี้ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ โดยเฉพาะการปล่อย Zombies Chronicles ที่นำแผนที่คลาสสิกจาก เกมภาคก่อนๆ กลับมาให้เล่นอีกครั้ง

6. Call of Duty: Modern Warfare 3
Modern Warfare 3 ปิดฉากไตรภาค Modern Warfare ต้นฉบับด้วยโหมดเนื้อเรื่องที่พาผู้เล่นไปทั่วโลก โดยเน้นไปที่ความขัดแย้งระหว่าง Task Force 141 และ Makarov เกมมอบประสบการณ์ มัลติเพลเยอร์ ที่รวดเร็วและขัดเกลาระบบต่างๆ ที่แนะนำไว้ในภาคก่อนหน้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
โหมด Survival ยังเพิ่มทางเลือกในการเล่นแบบร่วมมือสำหรับผู้เล่นที่มองหาอะไรที่มากกว่าการแข่งขันมัลติเพลเยอร์แบบปกติ แม้จะไม่ได้เป็นการปฏิวัติรูปแบบการเล่นใหม่ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นการต่อยอดจากรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของแฟรนไชส์ได้อย่างประสบความสำเร็จ

5. Call of Duty: Modern Warfare
การ Reboot ของ Modern Warfare ในปี 2019 ถือเป็นการรีเซ็ตครั้งใหญ่ทั้งในด้านเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ของแฟรนไชส์ ด้วยการใช้เอนจิ้นใหม่ การออกแบบเสียงที่สมจริงขึ้น และการเล่าเรื่องที่สมจริงติดดิน ทำให้เกมนี้ยกระดับซีรีส์ให้ทันสมัยโดยยังคงรักษาจังหวะการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์เอาไว้
ระบบปรับแต่งอาวุธ Gunsmith กลายเป็นฟีเจอร์สำคัญที่มอบอิสระให้ผู้เล่นในการปรับแต่งปืนได้ตามใจชอบ และการรองรับมัลติเพลเยอร์แบบ Cross-platform ยังช่วยขยายคอมมูนิตี้ออนไลน์ของเกมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

4. Call of Duty 4: Modern Warfare
Call of Duty 4: Modern Warfare เปลี่ยนทิศทางของแฟรนไชส์และเกมยิงแนวทหารยุคใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการก้าวข้ามฉากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกมได้นำเสนอสถานการณ์การต่อสู้ร่วมสมัยและการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ที่ส่งอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเกมมานานหลายปี
โหมดเนื้อเรื่องมีภารกิจที่โดดเด่นมากมาย รวมถึงภารกิจ “All Ghillied Up” ในขณะที่มัลติเพลเยอร์ได้แนะนำระบบ Progression, Killstreaks และการปรับแต่ง Loadout ที่กลายเป็นมาตรฐานของเกมแนวนี้ในเวลาต่อมา

3. Call of Duty: Black Ops
Black Ops ภาคต้นฉบับผสมผสานการเล่าเรื่องแนวทฤษฎีสมคบคิดในยุคสงครามเย็นเข้ากับหนึ่งในโหมดมัลติเพลเยอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดของแฟรนไชส์ โหมดเนื้อเรื่องนำเสนอตัวละครที่น่าจดจำและประเด็นทางจิตวิทยาที่ทำให้ภาคนี้แตกต่างจากภาคก่อนๆ
แผนที่มัลติเพลเยอร์อย่าง Nuketown และ Firing Range กลายเป็นแผนที่โปรดของแฟนเกมในระยะยาว ในขณะที่โหมด Zombies ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยแผนที่ที่ทะเยอทะยานและ Easter eggs ที่ซ่อนอยู่มากมาย

2. Call of Duty: Black Ops II
Black Ops II ยกระดับแฟรนไชส์ไปอีกขั้นด้วยเนื้อเรื่องแบบแตกแขนง (branching story paths) เทคโนโลยีสุดล้ำ และระบบมัลติเพลเยอร์ (multiplayer) ที่สมดุลที่สุดภาคหนึ่งในซีรีส์ ระบบปรับแต่งอาวุธแบบ Pick 10 ช่วยให้ผู้เล่นมีอิสระในการจัด Loadout มากขึ้น ในขณะที่โหมด League Play ก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับคอมมูนิตี้สายแข่งขัน
ทางเลือกในโหมดแคมเปญ (campaign) ช่วยเพิ่มคุณค่าในการเล่นซ้ำ และโหมด Zombies ก็ขยายสเกลขึ้นอย่างมากด้วยแผนที่ที่ใหญ่ขึ้นและเนื้อเรื่องที่เชื่อมโยงกัน ผู้เล่นหลายคนยังคงยกให้ภาคนี้เป็นหนึ่งในเกม Call of Duty ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา

1. Call of Duty: Modern Warfare 2
Modern Warfare 2 ยังคงเป็นประสบการณ์ Call of Duty ที่นิยามความเป็นเกมนี้สำหรับแฟน ๆ หลายคน โดยต่อยอดความสำเร็จมาจาก Call of Duty 4 ด้วยโหมดแคมเปญที่ใหญ่ขึ้น ระบบมัลติเพลเยอร์ที่ขยายขอบเขต และภารกิจที่น่าจดจำมากมาย
โหมดออนไลน์มัลติเพลเยอร์ของเกมนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมในช่วงยุค Xbox 360 และ PlayStation 3 แผนที่อย่าง Terminal, Highrise และ Rust ยังคงเป็นที่จดจำอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ระบบ Killstreak ช่วยสร้างสไตล์การเล่นที่รวดเร็วฉับไว ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของแฟรนไชส์นี้
แม้จะมีปัญหาเรื่องความสมดุลและประเด็นที่ถกเถียงกันในโหมดแคมเปญ แต่ Modern Warfare 2 ก็ได้มอบประสบการณ์เกมยิงมัลติเพลเยอร์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการเกม








