เสน่ห์ของเกมแนว Soulslike นั้นอธิบายได้ยากสำหรับคนที่ยังไม่เคยสัมผัส แต่ในทางตรงกันข้ามกับที่เหล่าเกมเมอร์สาย Souls elitist บางคนเชื่อ เกมแนวนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเกมเมอร์ที่มี "พรสวรรค์" เท่านั้น และไม่ใช่ว่า "casual" (ผู้เล่นทั่วไป) จะเล่นไม่ได้ จริงๆ แล้วความอดทนนั้นสำคัญกว่าทักษะดิบๆ เสียอีก การต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อจดจำแพทเทิร์นการโจมตีของบอสถือว่าคุ้มค่า เพราะคุณรู้ว่าในที่สุดคุณจะผ่านมันไปได้และได้รับความรู้สึกถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ นี่คือหัวใจสำคัญของแนว Soulslike นั่นคือการทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าพวกเขาได้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคของตนเอง
นั่นคือเหตุผลที่รายชื่อนี้เกิดขึ้น นี่คือ 20 เกมที่คุณควรลองสัมผัส ตั้งแต่เกมระดับตำนานที่เป็นต้นแบบของแนวนี้ ไปจนถึงเกมใหม่ๆ ที่นำเสนอรูปแบบการเล่นในมุมมองของตัวเอง
20 สุดยอดเกม Soulslike ที่คุณไม่ควรพลาด
1. Elden Ring

Elden Ring Roundtable Hold
หากคุณไม่เคยเล่นเกมแนว Soulslike มาก่อน Elden Ring คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด การติดบอสเป็นส่วนที่น่าหงุดหงิดที่สุดของเกมแนวนี้ แต่ Elden Ring มีทางออกให้คุณ ด้วยโลกแบบ Open World ที่กว้างใหญ่ คุณสามารถเดินเลี่ยงไปสำรวจที่อื่นเพื่อเก็บเลเวลให้เก่งขึ้น แล้วค่อยกลับมาสู้ใหม่เมื่อพร้อม ในฐานะ Tarnished คุณจะได้ออกสำรวจ Lands Between เพื่อไขปริศนาเนื้อเรื่องอันลึกซึ้งเกี่ยวกับเหล่าทวยเทพและอิทธิพลของพวกเขาท่ามกลางโลกที่แตกสลาย
Elden Ring เป็นเกมเดียวในรายการนี้ที่ทำให้คุณอินกับการสำรวจจนบางครั้งก็ลืมไปเลยว่ากำลังเล่นเกมแนว Soulslike อยู่
2. Bloodborne
Bloodborne นำสูตรสำเร็จของ Souls มาปรับให้มีความมืดหม่นยิ่งขึ้น โดยเน้นบรรยากาศเป็นจุดแข็งที่สุดของเกม คุณจะได้รับบทเป็น Hunter ที่เดินทางมายัง Yharnam เมืองสไตล์โกธิคที่กำลังเผชิญกับโรคระบาดปริศนา โดยมีหน้าที่ต่อสู้กับอสูรกายสไตล์ Lovecraft และเปิดเผยความลับของโลกใบนี้ ต่างจากเกม Souls ภาคก่อนๆ ที่เน้นการตั้งรับและจังหวะที่เชื่องช้า ระบบการต่อสู้ของ Bloodborne จะบีบให้คุณต้องบุกอยู่ตลอดเวลา ศัตรูแทบไม่เปิดโอกาสให้คุณได้พักหายใจ ทำให้การต่อสู้กลายเป็นการแลกเปลี่ยนจังหวะที่ดุเดือด ซึ่งการถอยหลังมักจะอันตรายกว่าการยืนหยัดสู้
Bloodborne คือจุดสูงสุดของการออกแบบเกมจาก FromSoftware และจะยังคงเป็นหนึ่งในเกม Soulslike ที่เป็นที่รักมากที่สุดตลอดกาล แม้จะเป็นเกม Exclusive บน PlayStation ที่รันที่ 30 FPS ก็ตาม
3. Dark Souls III
Dark Souls III คือบทสรุปของไตรภาคที่นำแนวคิดเดิมๆ กลับมาพร้อมต่อยอดสิ่งที่เคยมีมาทั้งหมด คุณจะได้รับบทเป็น Unkindled ที่ถูกดึงตัวมายัง Lothric ในช่วงเวลาที่ First Flame เริ่มมอดดับและเหล่า Lords of Cinder ปฏิเสธที่จะกลับคืนสู่บัลลังก์ของตน
Dark Souls III เป็นเกมที่คุ้มค่าแก่การเล่นซ้ำมากกว่าภาคอื่นๆ ในซีรีส์นี้ มันเป็นภาคที่เข้าถึงง่ายที่สุดและใจดีกับผู้เล่นใหม่ที่สุด ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แม้ว่าการเล่นตามลำดับภาคจะช่วยให้เข้าใจการอ้างอิงเนื้อเรื่องต่างๆ ได้ลึกซึ้งขึ้นก็ตาม
4. Sekiro: Shadows Die Twice
Sekiro: Shadows Die Twice แตกต่างจากเกมทุกเกมที่ FromSoftware เคยสร้างมา และมักจะถูกมองว่าเป็นเกมแนวแยกย่อย (Subgenre) ของ Soulslike ในตัวเอง คุณจะได้รับบทเป็นชิโนบิผู้ทรยศที่ได้รับมอบหมายให้ปกป้องและช่วยเหลือเด็กหนุ่มที่ชื่อ Kuro ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือระบบการต่อสู้: แม้ว่าการปัดป้อง (Parry) จะมีในเกมก่อนหน้านี้ แต่ Sekiro ทำให้มันเป็นหัวใจหลักของการต่อสู้ทุกครั้ง ซึ่งการปัดป้องการโจมตีและการทำลาย Posture ของศัตรูคือวิธีที่คุณจะคว้าชัยชนะ
การออกแบบนี้ทำให้ Sekiro เป็นเกมที่แบ่งฝั่งผู้เล่น Soulslike อย่างชัดเจน แต่ก็ยังเป็นเกมที่ต้องเล่นให้ได้ แม้สำหรับผู้เล่นที่ไม่ชอบระบบการต่อสู้ที่เน้นการ Parry สิ่งที่ FromSoftware ทำสำเร็จในเกมนี้และอิทธิพลที่เกมนี้มีต่อเกม Soulslike อื่นๆ ที่ตามมานั้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย
5. Dark Souls
Dark Souls ไม่ใช่เกมแรกที่ใช้สูตรสำเร็จนี้ในทางเทคนิค แต่สำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่โลก Soulslike ในฐานะ Chosen Undead คุณจะได้เดินทางผ่าน Lordran ในช่วงที่ First Flame เริ่มมอดดับ และต้องตัดสินใจว่าจะจุดไฟขึ้นใหม่หรือปล่อยให้ยุคแห่งความมืด (Age of Dark) เริ่มต้นขึ้น โลกที่เชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน บอสที่ท้าทาย และความรู้สึกของการค้นพบ กลายเป็นเอกลักษณ์ของเกมแนวนี้ และมันยังคงยอดเยี่ยมแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม
แม้จะมีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน แต่ Dark Souls ก็ยังคงเป็นเกมระดับขึ้นหิ้งของแนวนี้ด้วยเหตุผลบางประการ มีไม่กี่เกมที่สร้างโลกที่แค่การหาทางเชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ ก็ให้ความรู้สึกคุ้มค่าพอๆ กับการเอาชนะบอสได้เลย
6. Lies of P

Lies of P promotional Art
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณนำนิทานเด็กมาสร้างใหม่เป็นเกม Soulslike? คุณจะได้พบกับ Lies of P เกมที่นำเรื่องราวของพินอคคิโอมาดัดแปลงเป็นการผจญภัยในยุควิคตอเรียนอันมืดหม่น คุณจะได้รับบทเป็น P หุ่นเชิดที่สามารถคิด รู้สึก และตัดสินใจด้วยตัวเองได้ ในขณะที่สำรวจเมือง Krat และเปิดเผยความจริงเบื้องหลังการล่มสลายของเมือง แม้ระบบการต่อสู้จะลื่นไหลและตอบสนองได้ดี แต่จุดแข็งที่สุดของเกมคือฉากหลังและเนื้อเรื่อง
Lies of P เป็นตัวอย่างที่ดีว่าเกมที่ไม่ได้สร้างโดย FromSoftware สามารถยืนหยัดเคียงข้างชื่อใหญ่ๆ ของแนวนี้ได้อย่างไร แม้จะหยิบยืมองค์ประกอบมาจาก Bloodborne และ Dark Souls มาพอสมควร แต่การผสมผสานระหว่างเนื้อเรื่อง บรรยากาศ และระบบการต่อสู้ ทำให้มันเป็นมากกว่าแค่เกมเลียนแบบ และเป็นเกมที่แฟนแนวนี้ห้ามพลาด
7. Dark Souls II
Dark Souls II มักถูกมองว่าเป็นแกะดำของไตรภาค โดยมีฉากหลังอยู่ในอาณาจักร Drangleic และมีการเลือกใช้ทิศทางศิลปะที่แตกต่างจากภาคก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด เนื้อเรื่องยังคงดำเนินตามแนวคิดกว้างๆ ของไฟที่กำลังมอดดับและการเลือกว่าจะสืบทอดหรือละทิ้งมัน แต่การเดินทางและโลกของเกมให้ความรู้สึกที่แยกออกจากภาคอื่นอย่างชัดเจน ระบบการต่อสู้และการออกแบบฉากก็มีแนวทางที่แตกต่างออกไป ทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย
การควบคุมอาจจะรู้สึกหน่วงๆ และ Hitbox อาจจะดูน่าสงสัยไปบ้าง แต่ Dark Souls II ก็เป็นเกมที่คุ้มค่าแก่การลองเล่น เพียงแค่เตรียมความอดทนมาให้พร้อม
8. Mortal Shell II
แม้จะเป็นเกมที่ใหม่ที่สุดในรายการนี้ แต่ Mortal Shell II ก็ไต่อันดับขึ้นมาเป็นหนึ่งในเกม Soulslike ที่ดีที่สุดได้อย่างน่าประหลาดใจ คุณจะได้รับบทเป็น Harbinger ที่ได้รับมอบหมายจากสิ่งมีชีวิตระดับจักรวาล Undermethyr ให้ไปกู้คืนไข่ที่ถูกทำให้แปดเปื้อนของเธอ เนื้อเรื่องหลักค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือระบบหลักของเกมที่เรียกว่า shells
Shell แต่ละอันจะมอบความสามารถ สไตล์การเล่น และเนื้อเรื่องที่แตกต่างกัน ทำให้การทดลองเล่นเป็นส่วนสำคัญของเกม ระบบนี้ทำให้ Mortal Shell II มีความหลากหลายมากกว่าที่คุณคาดคิดและกระตุ้นให้เกิดการเล่นซ้ำหลายรอบ มันเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้เล่นที่ต้องการเกม Soulslike ที่ใจดีขึ้นเล็กน้อยโดยไม่สูญเสียความสนุกที่เป็นเอกลักษณ์ของแนวนี้ไป
9. Demon's Souls Remake
Demon's Souls Remake นำหนึ่งในเกม Soulslike ยุคแรกเริ่มกลับมาปัดฝุ่นใหม่ให้ทันสมัย เกมต้นฉบับวางจำหน่ายในปี 2009 และยังคงเป็นเกมที่น่าหลงใหล แต่ด้วยอายุของมันทำให้ระบบการเล่นดูเก่า โหลดนาน และมีระบบอื่นๆ ที่ล้าสมัย สำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน การเล่นเวอร์ชัน Remake คือวิธีที่ดีที่สุดในการสัมผัสประสบการณ์นี้ โดยยังคงโครงสร้างเดิมไว้แต่เพิ่มการปรับปรุงคุณภาพชีวิต (QoL) และกราฟิกที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด
หากคุณต้องการเห็นว่าสูตรสำเร็จของ Souls เริ่มต้นขึ้นที่ไหน เวอร์ชัน Remake นี้คือคำแนะนำที่ง่ายที่สุด
10. Nioh 2
Nioh 2 นำสูตรสำเร็จของ Soulslike มาผสมผสานกับระบบ RPG ที่เน้นการฟาร์มของ (Loot-driven) ซึ่งคุณมักจะคุ้นเคยจากเกมอย่าง Diablo ระบบการต่อสู้ของเกมนี้รวดเร็วกว่าเกมของ FromSoftware มาก โดยมีจุดเด่นที่การเปลี่ยนท่าร่าง (Stance) ของอาวุธและคอมโบที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างหลักในเชิงโครงสร้างคือโลกของเกม: แทนที่จะเป็นการสำรวจแผนที่ที่เชื่อมต่อกัน เกมนี้จะแบ่งเป็นภารกิจย่อยๆ ที่เลือกจากแผนที่โลก
การเปลี่ยนแปลงในระบบการดำเนินเกมนี้อาจให้ความรู้สึกที่แตกต่างมากหากคุณคุ้นเคยกับ Soulslike แบบดั้งเดิม แต่นั่นคือเหตุผลที่มันได้รับคำแนะนำ เพราะมันนำสูตรสำเร็จที่คุ้นเคยไปในทิศทางของตัวเอง แทนที่จะพยายามเลียนแบบ Dark Souls เพียงอย่างเดียว
11. Black Myth: Wukong
Black Myth: Wukong คือการตีความใหม่ในโทนดาร์กของวรรณกรรมคลาสสิกของจีนอย่าง ไซอิ๋ว คุณจะได้รับบทเป็น Destined One ลิงไร้นามที่ได้รับภารกิจให้เดินทางข้ามโลกอันตรายและตามหาพระธาตุทั้งหกที่เกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทั้งหกของ Sun Wukong เกมนี้ให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากกว่าเกม Soulslike ทั่วไป ในขณะที่ยังคงมอบการต่อสู้ที่ยากและบอสที่ท้าทายไว้
เนื้อเรื่องคือสิ่งที่ทำให้คุณเล่นต่อไป การอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไปทำให้การผ่านการต่อสู้ที่ยากลำบากรู้สึกคุ้มค่า หากคุณชอบเกมที่เน้นเนื้อเรื่องแต่ยังต้องการความท้าทาย Wukong คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม
12. Stellar Blade
Stellar Blade นำสูตรสำเร็จของ Soulslike มาสู่โลกอนาคต โดยคุณจะได้รับบทเป็น Eve แอนดรอยด์ที่ถูกส่งมายังโลกเพื่อต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่เกือบจะกวาดล้างมนุษยชาติ แม้ระบบการต่อสู้จะยืมมาจาก Soulslike แต่เกมนี้มีความยืดหยุ่นในเรื่องความยากมากกว่า โดยมีตัวเลือกการตั้งค่าต่างๆ และที่สำคัญคือไม่มีการสูญเสียเงินหรือทรัพยากรเมื่อตาย ระบบการต่อสู้ยังเน้นไปที่คอมโบ ความสามารถ และผังทักษะ (Skill tree) มากขึ้น
เช่นเดียวกับ Wukong เนื้อเรื่องเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ โดยมีคัตซีนแบบภาพยนตร์มากมายที่ช่วยขับเคลื่อนเนื้อเรื่องไปข้างหน้า นี่เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมหากคุณต้องการระบบการต่อสู้แบบ Soulslike แต่ต้องการควบคุมความยากได้มากกว่า
13. Nine Sols

Nine Sols Screenshot
Nine Sols เป็นเกม 2D เกมแรกในรายการนี้ โดยผสมผสานกลไกแบบ Soulslike เข้ากับโครงสร้างแบบ Metroidvania และปริศนาการกระโดดแพลตฟอร์ม ผู้เล่นบางคนอาจจัดประเภทมันว่าเป็น Metroidvania เป็นหลัก แต่อิทธิพลของ Soulslike นั้นปฏิเสธไม่ได้เลย ระบบการต่อสู้เน้นไปที่การปัดป้อง (Parry) ทำให้รู้สึกเหมือนเป็น Sekiro ในรูปแบบ 2D ที่มีฉากหลังเป็นโลกไซไฟ
บอสบางตัวอาจโหดร้ายและกราฟความยากก็สูงชัน แต่เนื้อเรื่อง ภาพ และทิศทางศิลปะของเกมนั้นผสมผสานกันได้อย่างงดงาม
14. Star Wars Jedi: Fallen Order
Star Wars Jedi: Fallen Order นำความรู้สึกของการสำรวจจักรวาล Star Wars กลับมาในแบบที่น้อยเกมจะทำได้ คุณจะได้รับบทเป็น Cal Kestis หนึ่งในเจไดคนสุดท้ายที่เหลือรอด เดินทางข้ามดวงดาวในขณะที่ต้องหลบซ่อนจากจักรวรรดิและพยายามช่วยฟื้นฟูภาคีเจได ในตอนแรกมันอาจดูคล้ายกับเกมอย่าง Tomb Raider หรือ Uncharted แต่ระบบการต่อสู้ จุดเช็คพอยท์ และโดยเฉพาะการสู้กับบอส ทำให้เห็นอิทธิพลของ Soulslike ได้อย่างชัดเจน
สำหรับแฟน Star Wars เกมนี้แทบไม่ต้องคิดเลย การได้เดินทางผ่านกาแล็กซีในฐานะเจไดพร้อมค่อยๆ ฟื้นฟูความสามารถของคุณนั้นจับใจความสำคัญที่ทำให้จักรวาลนี้มีเสน่ห์ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวเลือกความยากหลายระดับยังทำให้เกมเข้าถึงได้ง่ายขึ้นหากการต่อสู้เริ่มยากเกินไป
15. Remnant: From the Ashes
Remnant: From the Ashes คือเกมที่ใกล้เคียงกับเกมยิง (Shooter) มากที่สุดโดยยังคงรักษาแนวคิดหลักของ Soulslike ไว้ แทนที่จะเป็นดาบและขวาน อาวุธหลักของคุณคือปืนที่สามารถปรับแต่งด้วย Traits และ Weapon Mods ต่างๆ ในเกมนี้ มนุษยชาติใกล้สูญพันธุ์หลังจากกองกำลังต่างดาวที่รู้จักกันในชื่อ the Root เริ่มรุกรานโลกต่างๆ ทำให้คุณต้องเดินทางข้ามดวงดาวเพื่อหาวิธีหยุดยั้งมัน
สิ่งที่ทำให้ Remnant โดดเด่นคือช่วงท้ายเกม (Endgame) โหมด Survival Mode ที่เพิ่มเข้ามาผ่าน DLC ได้เพิ่มโหมด Roguelike ที่คุณจะเริ่มต้นโดยไม่มีอะไรเลย ต่อสู้ผ่านโลกที่สุ่มขึ้นมา เก็บอัปเกรด และสูญเสียทุกอย่างเมื่อตาย มันทำให้เกมมีความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำแบบไม่มีที่สิ้นสุด และทำให้ Remnant เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับแฟนเกมยิงที่ต้องการลองเล่นแนว Soulslike
16. Blasphemous 2
Blasphemous 2 เป็นอีกหนึ่งเกม 2D ที่ใช้สูตรสำเร็จของ Soulslike โดยผสมผสานการต่อสู้ที่ยากและบอสที่ท้าทายเข้ากับการสำรวจแบบ Metroidvania และปริศนาการกระโดดแพลตฟอร์ม ในฐานะ Penitent One คุณจะได้เดินทางข้ามดินแดนที่บิดเบี้ยวเพื่อหยุดยั้งการถือกำเนิดของเทพเจ้าองค์ใหม่ เมื่อเทียบกับภาคแรก ภาคต่อนี้ให้ความรู้สึกที่ลื่นไหลกว่ามาก ด้วยระบบการต่อสู้ที่ตอบสนองได้ดีขึ้นและการกระโดดแพลตฟอร์มที่ไม่ลงโทษผู้เล่นหนักจนเกินไป
ผู้เล่นบางคนอาจชอบแนวทางที่มืดหม่นและโหดร้ายของภาคแรกมากกว่า แต่ภาคต่อนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ Blasphemous ไว้ในขณะที่ทำให้ประสบการณ์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้มันเป็นจุดเริ่มต้นที่แนะนำสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเข้าสู่ซีรีส์นี้
17. Star Wars Jedi: Survivor

Star Wars Jedi: Survivor Screenshot
Star Wars Jedi: Survivor สานต่อเรื่องราวของ Cal Kestis หลังจากเหตุการณ์ใน Fallen Order โดยนำระบบการต่อสู้ที่ลื่นไหลขึ้น ความสามารถที่มากขึ้น และระบบการเล่นโดยรวมที่ดีขึ้นมาสู่ซีรีส์ เกมยังขยายการสำรวจโดยเน้นไปที่จำนวนดวงดาวที่น้อยลงกว่าภาคก่อน ทำให้โลกของเกมแต่ละแห่งมีขนาดใหญ่ขึ้น แม้ว่าสำหรับบางคน นี่อาจทำให้มนต์ขลังของการเดินทางข้ามกาแล็กซีลดลงไปบ้างก็ตาม
Survivor ยังต้องรับภาระหนักในการสานต่อจากตอนจบที่น่าทึ่งของภาคแรก และเนื้อเรื่องของตัวเองก็อาจไม่ถึงจุดสูงสุดนั้น อย่างไรก็ตาม มันยังคงเป็นเกมที่แฟนๆ ทั้ง Star Wars และ Soulslike ต้องเล่น
18. Code Vein
Code Vein ได้รับฉายาว่า "Anime Dark Souls" ด้วยเหตุผลบางประการ ตัวละครสไตล์อนิเมะและระบบสร้างตัวละครที่ละเอียดทำให้มันโดดเด่นออกมาทันที แต่ภายใต้สไตล์นั้นคือเกม Soulslike ที่เชื่องช้ากว่าพร้อมแนวทางการสร้าง Build และการต่อสู้ในแบบของตัวเอง
Code Vein ภาคแรกได้รับตำแหน่งในรายการนี้แทนที่จะเป็นภาคต่อ เพราะในขณะที่เกมที่สองปรับปรุงหลายสิ่งที่ทำให้ภาคแรกน่าหงุดหงิด การเปลี่ยนโครงสร้างที่เน้นเส้นตรงไปสู่ประสบการณ์แบบ Open World มากขึ้นนั้นทำให้เสน่ห์บางอย่างที่ทำให้มันพิเศษหายไป ภาคแรกมีการต่อสู้ที่ช้ากว่าและความยืดหยุ่นในการสร้าง Build น้อยกว่า แต่นั่นกลับเป็นผลดีต่อตัวเกม หากคุณชอบสไตล์อนิเมะ เกมนี้คุ้มค่าแก่การเล่นอย่างแน่นอน
19. The First Berserker: Khazan
The First Berserker: Khazan ติดตามเรื่องราวของแม่ทัพที่ถูกใส่ร้ายว่าทรยศและถูกทิ้งให้ตาย ซึ่งหลังจากรอดชีวิตมาได้ เขาก็เริ่มการล้างแค้นอันโหดเหี้ยม เช่นเดียวกับ Nioh เกมนี้ผสมผสานระบบ RPG เข้ากับการต่อสู้ที่รวดเร็วและเน้นแอ็กชัน และใช้โครงสร้างแบบภารกิจแทนที่จะเป็นโลกที่เชื่อมต่อกันแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกความยากที่ง่ายขึ้นสำหรับผู้เล่นที่อาจประสบปัญหาในการต่อสู้
หากคุณชอบเกม Soulslike ที่ตรงไปตรงมาและเน้นจุดโฟกัสมากกว่าการสร้างโลกที่เชื่อมต่อกันขนาดใหญ่ Khazan คือตัวเลือกที่เหมาะสมมาก
20. Another Crab's Treasure
Another Crab's Treasure อาจดูเหมือนเกมล้อเลียน Dark Souls ในตอนแรก แต่ภายใต้ความตลกขบขันนั้นคือเกม Soulslike ที่แข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งลดทอนระบบที่ซับซ้อนของแนวนี้ลงโดยไม่สูญเสียแนวคิดหลักไป คุณจะได้รับบทเป็น Kril ปูเสฉวนที่ทำเปลือกหอยหายเพราะภาษีมหาสมุทรที่ค้างชำระ และออกเดินทางเพื่อตามหาแผนที่สมบัติในตำนานเพื่อนำเปลือกหอยกลับคืนมา
เกมนี้รวดเร็ว เรียบง่าย และเข้าถึงได้ง่ายกว่าเกม Soulslike ส่วนใหญ่ ทำให้เป็นคำแนะนำที่ง่ายแม้สำหรับผู้เล่นที่รู้สึกว่าแนวนี้ดูน่ากลัว มันรู้ดีว่าตัวเองต้องการเป็นอะไรและไม่เคยจริงจังกับตัวเองมากเกินไป ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มันสนุกมาก
ค้นหาเกม Soulslike เกมถัดไปของคุณ
เกมแนว Soulslike ไม่ได้เหมาะกับทุกคน และนั่นก็เป็นเรื่องปกติ มันอาจจะน่าหงุดหงิด ท้าทาย และบางครั้งก็โหดร้ายจนแทบจะถอดใจ แต่ความรู้สึกในตอนที่คุณเอาชนะบอสที่ทำลายคุณมาหลายชั่วโมงได้ในที่สุด นั่นแหละคือเหตุผลที่ผู้เล่นจำนวนมากยังคงกลับมาเล่นซ้ำ เกมในรายการนี้ทั้งหมดนำความรู้สึกนั้นไปในทิศทางของตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านการต่อสู้ที่รวดเร็ว อาวุธระยะไกล โลกแบบ 2D หรือการเน้นเนื้อเรื่องที่มากขึ้น
หากคุณกำลังมองหาเกม Soulslike เกมถัดไป หวังว่าหนึ่งในเกมเหล่านี้จะให้เหตุผลที่คุณจะหยิบจอยขึ้นมาและเริ่มตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกครั้ง









