ภาพรวม
Star Wars Jedi: Fallen Order เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2019 โดย Respawn Entertainment ได้หยิบเอาแฟรนไชส์ Star Wars มาตีความใหม่ในรูปแบบเกมแอ็กชันผจญภัย ซึ่งทำออกมาได้ดีกว่าเกมที่ได้รับลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ในตลาดมาก เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในช่วงปีหลังจาก Episode III: Revenge of the Sith โดยเราจะได้รับบทเป็น Cal Kestis เจไดพาดาวัน (Jedi Padawan) ผู้รอดชีวิตจากการกวาดล้างในคำสั่ง Order 66 ของจักรพรรดิ เขาต้องซ่อนพลังของตัวเองและใช้ชีวิตเป็นคนงานเก็บขยะบนดาว Bracca แต่เมื่อพลัง Force ของเขาเผลอแสดงออกมาในจังหวะที่ไม่ควรจะเป็น เหล่า Inquisitors ของจักรวรรดิก็เริ่มตามล่าเขา ทำให้ชีวิตที่ต้องหลบซ่อนมานานหลายปีพังทลายลงในชั่วข้ามคืน
ตัวเกมเป็นแนว Single-player ที่เน้นเนื้อเรื่องเข้มข้น ผสมผสานการดวลไลท์เซเบอร์ (Lightsaber) การใช้พลัง Force เดินทางข้ามสิ่งกีดขวาง และการแก้ปริศนาตามฉากในดาวต่างๆ ในช่วงเริ่มต้น Cal ยังไม่ใช่เจไดที่เก่งกาจ สกิลของเขายังไม่ครบถ้วนและความมั่นใจก็ยังสั่นคลอน ซึ่งระบบ Progression ของเกมก็สะท้อนจุดนี้ออกมาได้สมจริง พลัง Force ใหม่ๆ จะค่อยๆ ปลดล็อกออกมา ซึ่งพลังเหล่านี้จะช่วยให้เรากลับไปสำรวจพื้นที่เดิมที่เคยเข้าไม่ได้บนดาวต่างๆ ถือเป็นการให้รางวัลผู้เล่นที่ชอบ Backtrack กลับไปเก็บของนั่นเอง

ระบบเกมเพลย์: สัมผัสการต่อสู้เป็นอย่างไร?
ระบบการต่อสู้ของ Fallen Order ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมตระกูล Dark Souls อย่างชัดเจน การบล็อก การปัดป้อง (Parry) และการอ่านจังหวะการโจมตีของศัตรูสำคัญกว่าการรัวปุ่มมั่วๆ ไลท์เซเบอร์ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ที่จะฟันทุกอย่างขาดกระจุยได้ง่ายๆ Stormtroopers ที่มีโล่ต้องใช้วิธีรับมือเฉพาะตัว ส่วนศัตรูที่โหดกว่านั้นต้องอาศัยความอดทนและการยืนตำแหน่งที่ดี

ระบบการต่อสู้หลักประกอบด้วย:
- การ Parry เพื่อสะท้อนกระสุน Blaster และรับมือการโจมตีระยะประชิด
- Force Slow เพื่อแช่แข็งศัตรูในจังหวะต่อสู้
- Force Push และ Pull เพื่อผลักหรือดึงศัตรูให้ตกฉากหรือจัดการในสภาพแวดล้อม
- การขว้างไลท์เซเบอร์เพื่อกดดันศัตรูจากระยะไกล
- การหลบหลีก (Dodge) และการบริหาร Stamina เมื่อต้องสู้กับศัตรูระดับ Elite
ตัวเกมมีระดับความยากให้เลือกตั้งแต่ Story Mode ไปจนถึง Jedi Grandmaster ทำให้ผู้เล่นทุกคนเข้าถึงเกมได้โดยไม่ต้องฝืนเล่นในจุดที่ยากเกินไปหากไม่ใช่สไตล์ที่ชอบ
โลกและบรรยากาศในเกม
ดาวแต่ละดวงใน Fallen Order มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน ดาว Kashyyyk เต็มไปด้วยป่าทึบและการยึดครองของจักรวรรดิ ดาว Dathomir ให้บรรยากาศที่อันตรายและชวนขนลุก ส่วนดาว Zeffo จะพาเราไปพบกับปริศนาทางโบราณคดีของอารยธรรมโบราณที่สาบสูญไปแล้วอย่าง Zeffo การออกแบบแผนที่ทำออกมาเป็นเลเยอร์ มีทางลัดและเส้นทางลับที่ซ่อนอยู่ ซึ่งจะค่อยๆ เผยออกมาเมื่อ Cal ได้รับพลังใหม่ๆ

ตัวละครร่วมทางช่วยเพิ่มสีสันให้กับการเดินทางได้ดี Cere Junda อดีตเจไดไนท์ที่มีปมในใจเป็นผู้คอยชี้แนะภารกิจและมีบทพูดที่ลึกซึ้งที่สุดตัวหนึ่งในเกม ส่วน BD-1 ดรอยด์คู่หูของ Cal คอยทำหน้าที่สแกนพื้นที่ เติมเลือดด้วย Stim และเก็บข้อมูลแผนที่ ซึ่งเป็นตัวละครที่น่ารักและไม่น่ารำคาญเลย ส่วนยาน Stinger Mantis ก็ทำหน้าที่เป็นทั้งบ้านและฐานทัพเคลื่อนที่ของทีมระหว่างทำภารกิจ
เนื้อเรื่องของเกมเชื่อมโยงเข้ากับไทม์ไลน์ของ Star Wars ได้อย่างแนบเนียนโดยไม่ต้องพึ่งพาแค่ความ Nostalgia เพียงอย่างเดียว แม้จะมีตัวละครและสถานที่ที่คุ้นเคยปรากฏตัวบ้าง แต่ตัวละครหลักนั้นเป็นของใหม่ทั้งหมด และตัวร้ายหลักอย่าง Second Sister ก็ถือเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่น่าจดจำที่สุดของแฟรนไชส์นอกเหนือจากในภาพยนตร์
เนื้อหาและการเล่นซ้ำ
การเล่นจนจบเนื้อเรื่องหลักใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 20 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการสำรวจของผู้เล่น ของสะสมในเกมมีทั้งชิ้นส่วนปรับแต่งไลท์เซเบอร์, สกินตัวละคร และ Force echoes ที่ช่วยขยาย Lore ของเกม สำหรับ Deluxe Edition จะเพิ่มสกินพิเศษสำหรับ BD-1 และยาน Stinger Mantis, ดิจิทัลอาร์ตบุ๊ก และวิดีโอเบื้องหลังการถ่ายทำกว่า 90 นาที
Fallen Order ไม่มีโหมด Multiplayer หรือ New Game Plus ดังนั้นการเล่นซ้ำจึงจำกัดอยู่แค่การลองเล่นในระดับความยากที่สูงขึ้นหรือการเก็บ Achievement ให้ครบ 100% สิ่งที่เกมมอบให้คือประสบการณ์ Single-player ที่จังหวะการเล่าเรื่องดีเยี่ยม เคารพจักรวาล Star Wars และสร้างตัวเอกที่น่าติดตามจนไปถึงภาคต่อในปี 2023 อย่าง Star Wars Jedi: Survivor












