ภาพรวม
Old School RuneScape พัฒนาและเปิดให้บริการโดย Jagex แม้จะเพิ่งลง Steam ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 แต่ตัวเกมเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2013 โดยสร้างขึ้นจาก Snapshot ของ RuneScape ในปี 2007 ซึ่งรากฐานนี้ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่มันคือหัวใจสำคัญของเกม เกมยังคงรักษาเอกลักษณ์การต่อสู้แบบ Tick-based การเก็บเลเวล (Skill grind) ที่ต้องใช้ความอดทน และโครงสร้างแบบ Open-ended ที่เป็นต้นตำรับของเกม MMORPG ยุคบุกเบิก พร้อมทั้งมีการอัปเดตคอนเทนต์ใหม่ๆ เข้ามาขยายและยกระดับประสบการณ์การเล่นอยู่เสมอ
Gielinor คือโลกแฟนตาซีอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีระบบนำทางคอยจูงมือคุณ ไม่มีลูกศรบอกทางว่าต้องไปทำเควสต์ที่ไหน คุณต้องอ่านบทสนทนา จดบันทึก และหาคำตอบด้วยตัวเอง ความยากลำบากที่ตั้งใจออกแบบมานี้เองที่ทำให้การเคลียร์เควสต์ระดับกลางรู้สึกเหมือนเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่การติ๊กถูกในรายการสิ่งที่ต้องทำ
ระบบเกมและกลไกการเล่น
ระบบ Skill คือหัวใจหลักของทุกอย่างใน Old School RuneScape โดยมีทั้งหมด 24 สกิล ครอบคลุมทั้งสายต่อสู้ (Combat) อย่าง Attack, Strength และ Magic รวมถึงสายอาชีพ (Non-combat) อย่าง Fishing, Woodcutting, Herblore และ Construction สำหรับผู้เล่นสายฟรี (Free-to-play) จะเข้าถึงได้ 16 สกิล ส่วนสมาชิก (Members) จะปลดล็อกอีก 8 สกิลที่เหลือ รวมถึง Slayer, Farming และ Thieving

ฟีเจอร์เด่นประกอบด้วย:
- 24 สกิลพร้อมระบบเก็บ XP แยกเฉพาะ
- เควสต์กว่า 140 เควสต์ทั่วโลกในเกม
- ระบบ PvP (Player-versus-player) ในพื้นที่ Wilderness
- ระบบเศรษฐกิจ Grand Exchange ที่ขับเคลื่อนโดยผู้เล่น
- Capes of Accomplishment สำหรับผู้ที่ฝึกฝนสกิลจนเชี่ยวชาญ
การต่อสู้ใช้ระบบ Tick ที่ทำงานทุกๆ 0.6 วินาที ซึ่งฟังดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความลึกซึ้งในการสู้กับบอสระดับสูงและ PvP คอนเทนต์ Raid อย่าง Chambers of Xeric และ Theatre of Blood ต้องการการประสานงานที่แม่นยำและการควบคุมตัวละครที่เป๊ะสุดๆ จากกลุ่มผู้เล่น

ระบบโหวตโดยชุมชนผู้เล่นทำงานอย่างไร?
คอนเทนต์ใหม่ที่สำคัญทุกอย่างใน Old School RuneScape จะต้องผ่านระบบโหวตภายในเกมก่อนที่จะอัปเดตจริง ผู้เล่นสามารถโหวตได้โดยตรงว่าต้องการให้เพิ่มบอสใหม่ ปรับสมดุลสกิล หรือเปลี่ยนแปลงระบบใดๆ หรือไม่ โดยข้อเสนอต้องได้รับคะแนนเสียงประมาณ 70% จึงจะผ่านการอนุมัติ นี่ไม่ใช่แค่การทำตามใจผู้เล่นแบบผ่านๆ แต่หลายข้อเสนอเคยถูกปฏิเสธ นำไปปรับปรุงใหม่ และส่งกลับมาโหวตอีกครั้งตามฟีดแบ็กของชุมชน นอกจากนี้ทีมพัฒนายังมีการไลฟ์สตรีมพูดคุยเกี่ยวกับคอนเทนต์ที่จะเข้ามาใหม่ก่อนจะเปิดโหวตอีกด้วย

ผลลัพธ์ที่ได้คือเกมที่ผู้เล่นรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกันจริงๆ Jagex เป็นผู้กำหนดทิศทาง แต่ชุมชนมีอำนาจตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ซึ่งพลวัตนี้เองที่ช่วยรักษาตัวตนของเกมให้คงอยู่ผ่านการอัปเดตมาหลายปีโดยไม่ทำให้ผู้เล่นดั้งเดิมที่อยู่มาตั้งแต่ปี 2013 รู้สึกแปลกแยก
คอนเทนต์และการเล่นซ้ำ
เวอร์ชันฟรีของ Old School RuneScape นั้นมีเนื้อหาแน่นมาก ทั้งเควสต์จำนวนมาก บอสหลายตัว และสกิลหลักเกือบทั้งหมด ยกเว้น 8 สกิลเฉพาะสำหรับสมาชิก ส่วนระบบสมาชิก (Membership) ที่สามารถซื้อด้วยเงินจริงหรือหาเงินในเกมมาซื้อ Bonds เพื่อแลกสิทธิ์ได้นั้น จะปลดล็อกแผนที่ส่วนที่เหลือ เควสต์เพิ่มอีกกว่า 120 เควสต์ มินิเกมพิเศษ และไอเทมเฉพาะสำหรับสมาชิก

คอนเทนต์ช่วงท้ายเกม (Endgame) คือจุดที่ทำให้เกมนี้ขึ้นชื่อเรื่องความลึก การอัปสกิลถึงเลเวล 99 จะได้รับ Cape of Accomplishment และถ้าจะคว้า Max Cape คุณต้องอัปเลเวล 99 ให้ครบทั้ง 24 สกิล ซึ่งต้องใช้เวลาเล่นนับพันชั่วโมง นอกจากนี้ยังมี Inferno ซึ่งเป็นความท้าทายในการต่อสู้แบบโซโล่ที่ยากกว่า Fight Caves หลายเท่า และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน PvE ที่ยากที่สุดในบรรดาเกม MMORPG ทั้งหมด เกมรองรับทั้ง PC, Mac, Android, iOS และ PlayStation โดยสามารถเล่นข้ามแพลตฟอร์มระหว่าง PC และมือถือได้อย่างไร้รอยต่อ
ระบบมัลติเพลเยอร์และสังคมในเกม
Old School RuneScape รองรับการเล่นแบบมัลติเพลเยอร์เต็มรูปแบบ ตั้งแต่การพูดคุยชิลๆ ใน Lumbridge ไปจนถึงการจัดทีม Raid หรือการ PvP เดิมพันสูงในพื้นที่ Wilderness ที่ถ้าตายแล้วไอเทมที่พกติดตัวจะหายไปถาวร! ความตึงเครียดของระบบความเสี่ยงแลกกับรางวัล (Risk-versus-reward) ใน Wilderness คือหนึ่งในฟีเจอร์เด็ดของ OSRS ที่ไม่มีการปรับลดความโหดลงเลย ส่วน Grand Exchange ก็ทำหน้าที่เป็นตลาดประมูลกลางที่ราคาผันผวนตามดีมานด์ของผู้เล่นจริงๆ ทำให้การวิเคราะห์ตลาดกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมสำหรับสายพ่อค้าแม่ค้าที่ชอบทำกำไร











