ภาพรวม
Ori and the Blind Forest คือเกมแนว 2D action-platformer สุดเทพที่พัฒนาโดย Moon Studios และจัดจำหน่ายโดย Xbox Game Studios ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2015 เกมนี้จะพาเราไปติดตามเรื่องราวของ Ori จิตวิญญาณผู้พิทักษ์ตัวน้อยสีขาวที่พลัดพรากจาก Spirit Tree และต้องออกเดินทางฝ่าฟันป่า Nibel ที่กำลังจะดับสูญเพื่อกอบกู้พลังธาตุทั้งสาม ได้แก่ น้ำ, ลม และความอบอุ่น โดยมี Sein แสงสว่างที่เป็นเศษเสี้ยวของ Spirit Tree คอยนำทางและเป็นทั้งคู่หูและสกิลในการต่อสู้ให้กับ Ori
ป่า Nibel ไม่ได้เป็นแค่ฉากหลังธรรมดาๆ แต่ละโซนมีระบบนิเวศ งานภาพ และอุปสรรคที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อวิธีการเคลื่อนที่และการต่อสู้ของเราโดยตรง โลกในเกมให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาแม้จะอยู่ในสภาพที่กำลังโรยรา ซึ่งทำให้ภารกิจกอบกู้ป่าครั้งนี้ดูมีความหมายและกดดันสุดๆ

ระบบเกมเพลย์และกลไกต่างๆ
Ori and the Blind Forest มาในสไตล์ metroidvania ที่เราจะได้ปลดล็อกความสามารถใหม่ๆ เพื่อย้อนกลับไปเปิดเส้นทางในพื้นที่ที่เคยเข้าไม่ได้มาก่อน โดยหัวใจสำคัญของเกมนี้คือการเคลื่อนที่ (movement):

- Wall jumping (กระโดดเกาะกำแพง) และการปีนป่าย
- Bash (สกิลดีดตัวจากศัตรูหรือกระสุน)
- Charge jump สำหรับการกระโดดพุ่งขึ้นที่สูง
- Stomp สำหรับกระแทกพื้นเพื่อทำลายสิ่งกีดขวาง
- Spirit Flame สำหรับการโจมตีระยะไกล
โดยเฉพาะสกิล Bash นี่คือทีเด็ดเลย การดีดตัวกลางอากาศโดยใช้กระสุนของศัตรูเพื่อพุ่งข้ามเหวเป็นกลไกที่รู้สึกฉลาดและสะใจทุกครั้งที่ทำสำเร็จ การต่อสู้มีความรวดเร็วและต้องใช้ไหวพริบในการกะระยะ ส่วนด่าน platforming ก็จะทวีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเริ่มมีสกิลใหม่ๆ มาคอมโบกัน
ระบบ Soul Link ช่วยให้เราสร้างจุดเซฟ (manual save) ได้เองโดยใช้พลังงาน ซึ่งเพิ่มมิติการวางแผนในการจัดการทรัพยากรเข้ามา การตัดสินใจเซฟเกมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของระบบอัตโนมัติ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเอาตัวรอด

งานภาพและดนตรีประกอบ
งานภาพสไตล์ hand-painted นั้นสวยสะดุดตาตั้งแต่แวบแรก ทุกเฟรมเหมือนภาพคอนเซปต์อาร์ตที่มีชีวิต พร้อมการจัดแสงที่เปลี่ยนไปตามสภาพของป่า Nibel ทั้งโซนที่ถูกกัดเซาะและโซนที่ยังคงความงดงาม แอนิเมชันตัวละครเป็นแบบ frame-by-frame ที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีเยี่ยม ทำให้ Ori มีบุคลิกที่สื่อสารออกมาได้แม้ไม่มีบทพูด
ดนตรีประกอบที่เรียบเรียงโดย Gareth Coker นั้นตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนหน้าจอแบบเรียลไทม์ ช่วงสำรวจจะใช้เสียงเครื่องสายที่นุ่มนวล แต่พอถึงช่วงหนีตาย ดนตรีจะเร้าอารมณ์ด้วยวงออร์เคสตราเต็มรูปแบบ ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของการทำเพลงประกอบแบบ adaptive scoring ในเกมยุคนี้เลย
ทำไมช่วงหนีตายถึงได้ลุ้นระทึกขนาดนั้น?
Ori and the Blind Forest มีช่วง timed escape (ด่านหนีตายจำกัดเวลา) หลายจุดที่สภาพแวดล้อมจะไล่ล่าเรา ช่วงนี้จะตัดการสำรวจออกไปหมดและทดสอบว่าเราแม่นยำแค่ไหนกับระบบการเคลื่อนที่ภายใต้ความกดดัน โดยเฉพาะด่าน Ginso Tree ที่เป็นเหมือนบททดสอบสุดโหดที่ต้องใช้ทุกสกิลการเคลื่อนที่ต่อเนื่องกันแบบห้ามพลาดแม้แต่วินาทีเดียว บวกกับดนตรีที่เร่งเร้าไปพร้อมกับความโกลาหลบนหน้าจอ บอกเลยว่ามันส์สุดๆ
ช่วงเหล่านี้มันสนุกเพราะเราผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก กว่าจะถึงจุดนั้น เกมได้สอนทักษะที่จำเป็นทั้งหมดให้เราจนชำนาญแล้ว

อิทธิพลและตำนานของเกม
Ori and the Blind Forest เปิดตัวในช่วงที่เกมแนว metroidvania กำลังกลับมาได้รับความนิยม และเกมนี้ก็ได้ยกระดับมาตรฐานของแนวเกมนี้ไปอีกขั้นทั้งในด้านงานภาพและอารมณ์ความรู้สึก สำหรับเวอร์ชัน Definitive Edition ที่ออกในปี 2016 ได้เพิ่มพื้นที่ใหม่ สกิลใหม่ และระบบ rewind ที่ช่วยลดความหัวร้อนจากจุดเช็คพอยต์ที่ยากเกินไป เกมนี้เล่นได้ทั้งบน Windows PC, Xbox, Nintendo Switch และ Steam ทำให้เป็นหนึ่งในเกมที่เข้าถึงง่ายที่สุดของ Moon Studios
อิทธิพลของเกมนี้เห็นได้ชัดจากเกมแนว platformer รุ่นหลังที่หันมาให้ความสำคัญกับงานภาพที่ประณีตและเนื้อเรื่องที่กินใจควบคู่ไปกับระบบเกมเพลย์ที่แน่นปึ้ก แม้ว่า Moon Studios จะต่อยอดความสำเร็จด้วย Ori and the Will of the Wisps ในปี 2020 แต่ภาคแรกก็ยังคงเป็นเกม action-platformer ที่ถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำและสมบูรณ์แบบจนถึงทุกวันนี้











