ภาพรวม
Oxenfree คือเกมแนวผจญภัยเหนือธรรมชาติที่พัฒนาและจัดจำหน่ายโดย Night School Studio วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2016 โดยมีฉากหลังเป็น Edwards Island ฐานทัพทหารเก่าที่ถูกทิ้งร้างและตัดขาดจากโลกภายนอก เกมจะพาเราสวมบทบาทเป็น Alex ที่พา Jonas พี่ชายต่างสายเลือดไปร่วมงานปาร์ตี้ริมหาดฉลองเรียนจบ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นธรรมเนียมการรับน้องทั่วไปกลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อกลุ่มเพื่อนเผลอไปเปิดรอยแยกวิญญาณเข้าโดยบังเอิญผ่านวิทยุเครื่องเก่า
Oxenfree ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังคัลท์ยุค 80 อย่าง Stand by Me และ Poltergeist ทำให้ตัวเกมถ่ายทอดบรรยากาศความสยองขวัญแบบวัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับเรื่องเหนือความคาดหมายได้อย่างชัดเจน โทนของเกมไม่ได้เน้นแค่ Jump scare (ฉากตุ้งแช่) ราคาถูก แต่ Night School เลือกที่จะสร้างความกดดันผ่านบรรยากาศ บทสนทนาที่แตกสลาย และความรู้สึกหลอนๆ เหมือนกับว่าตัวเกาะกำลังจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา

Oxenfree content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
ระบบการเล่นหลักของ Oxenfree นั้นโดดเด่นและแตกต่างจากเกมแนว Point-and-click ทั่วไป:

Oxenfree content image
- บทสนทนาเกิดขึ้นแบบ Real-time โดยไม่มีการหยุดเกม
- มีวิทยุพกพาสำหรับจูนคลื่นความถี่เหนือธรรมชาติ
- ทางเลือกของผู้เล่นส่งผลต่อความสัมพันธ์และตอนจบของเนื้อเรื่อง
- การสำรวจเป็นแบบ Side-scrolling (เดินด้านข้าง) บนแผนที่เกาะที่เชื่อมต่อกัน
- มีฉากจบหลายแบบที่คุ้มค่าแก่การเล่นซ้ำเพื่อลองเลือกทางเลือกใหม่ๆ
ระบบวิทยุถือเป็นไอเดียที่เจ๋งที่สุดของเกม การหมุนหาคลื่นความถี่เฉพาะในจุดต่างๆ ของเกาะจะกระตุ้นเหตุการณ์ประหลาด ปลดล็อกเศษเสี้ยวของเนื้อเรื่อง และบางครั้งก็อาจนำพาหายนะมาให้คุณโดยไม่ทันตั้งตัว มันเปลี่ยนอุปกรณ์ธรรมดาๆ ให้กลายเป็นหัวใจหลักของเกมเลยทีเดียว

Oxenfree content image
โลกและบรรยากาศภายในเกม
Edwards Island มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหล โครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่ถูกทิ้งร้าง หน้าผาริมทะเล และเสาส่งสัญญาณวิทยุที่ตายสนิท ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง Night School ได้ถักทอประวัติศาสตร์ช่วงสงครามเข้ากับภัยคุกคามเหนือธรรมชาติ ทำให้เรื่องราวผีๆ ในเกมนี้มีที่มาที่ไปที่หนักแน่น ไม่ใช่แค่เรื่องลอยๆ

Oxenfree content image
การนำเสนอแบบ Side-scrolling ทำให้ตัวละครดูตัวเล็กเมื่อเทียบกับฉากหลังที่กว้างใหญ่ ซึ่งช่วยเน้นย้ำความรู้สึกเปราะบางและโดดเดี่ยวของกลุ่มเพื่อนได้เป็นอย่างดี บทสนทนาจะดำเนินไปในขณะที่ตัวละครกำลังเดิน ทำให้รู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่าการนั่งดู Cutscene นิ่งๆ คุณจะไม่ต้องยืนรอฉากคั่นให้เสียเวลาเลย
งานภาพและเสียง
งานอาร์ตสไตล์ของเกมอยู่กึ่งกลางระหว่างภาพวาดสีน้ำกับกราฟิกดีไซน์แบบแบนๆ โดยมีตัวละครที่เป็นเงาดำเคลื่อนไหวอยู่บนฉากหลังที่มีเลเยอร์ซับซ้อน ช่วงเวลากลางคืนบนเกาะมีการใช้สีอย่างมีนัยสำคัญ จากสีส้มอบอุ่นของกองไฟค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเย็นเยือกแบบวิญญาณเมื่อสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง
ซาวด์แทร็กโดย scntfc คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Oxenfree ยังคงอยู่ในใจผู้เล่น ด้วยดนตรีแนว Synth ที่ให้ความรู้สึกหลอนแบบเงียบๆ มันเข้ากับธีมสยองขวัญวัยรุ่นของเกมได้อย่างลงตัวโดยไม่ดูพยายามจนเกินไป การพากย์เสียงก็ทำออกมาได้ดีเยี่ยม ซึ่งสำคัญมากสำหรับเกมที่บทสนทนาไหลลื่นตลอดเวลาแบบนี้
ผลตอบรับและการเล่นซ้ำ
Oxenfree ได้รับคะแนน 4.57 จาก 5 คะแนน จากการรีวิวเกือบ 4,900 ครั้งบน PlayStation Store และชื่อเสียงของเกมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เปิดตัว Polygon ยกให้เป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการผสมผสานระหว่างการผจญภัยเหนือธรรมชาติและการเล่าเรื่องที่เน้นตัวละครนั้นทรงพลังเพียงใด
ฉากจบที่มีให้เลือกหลายแบบทำให้เกมนี้มีคุณค่าในการเล่นซ้ำสูงมาก และทางเลือกที่ส่งผลต่อตอนจบก็มักจะดูไม่ออกในทันที โหมด New Game Plus ยังเพิ่มเลเยอร์ของความลึกลับสำหรับผู้เล่นที่ต้องการไขปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นบน Edwards Island กันแน่ในการเล่นรอบแรก สำหรับแฟนเกมแนวเล่าเรื่อง (Narrative Adventure) และ RPG ที่เน้นบทสนทนา Oxenfree ยังคงเป็นหนึ่งในเกมที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุดในแนวนี้








