ภาพรวม
Pony Island 2: Panda Circus คือภาคต่อของเกมระดับตำนานจากปี 2016 ของ Daniel Mullins Games ซึ่งยังคงดีเอ็นเอเดิมไว้อย่างครบถ้วน นั่นคือการเป็นเกมแนวผจญภัยไขปริศนาแบบ Meta-layered ที่มองว่าตัวเกมเองคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง คุณจะได้รับบทเป็นนักเดินทางหนุ่มผู้โชคร้ายที่ชีวิตต้องจบลงก่อนวัยอันควร และตอนนี้กำลังติดอยู่ใน The Earth Prison ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าเทพเจ้าที่เป็นผู้คุมสถานที่แห่งนี้ หนทางเดียวที่จะออกไปได้คือต้องเล่นเกมของพวกมัน และวิธีเดียวที่จะผ่านเกมเหล่านี้ไปได้คือการเอาชนะ ทำลายระบบ หรือหาช่องโหว่ที่ไม่มีใครคาดคิด
Mullins สร้างชื่อเสียงมาจากเกมที่ชอบปั่นหัวผู้เล่นเกี่ยวกับนิยามของคำว่า "เกม" โดย Inscryption เคยทำสำเร็จมาแล้วด้วยระบบ Deck-building และความสยองขวัญในกระท่อม ส่วน Pony Island ภาคแรกก็ทำไว้ด้วยตู้เกมอาเขตที่ถูกไวรัสเล่นงาน สำหรับ Panda Circus นั้นถูกวางตัวมาเพื่อยกระดับสูตรสำเร็จนี้ไปอีกขั้น โดยการห่อหุ้มกลไกการไขปริศนาไว้ภายใต้ตำนาน กาลเวลา และสิ่งที่หน้า Steam เรียกว่า "การเดินทางสุดหลอน" (phantasmagorical voyage) ซึ่งนั่นไม่ใช่แค่คำโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันคือคำเตือนที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาเลยทีเดียว

Pony Island 2: Panda Circus content image
เกมเพลย์และกลไก: คำว่า "เอาชนะหรือทำลาย" หมายความว่าอย่างไร?
Core loop หรือหัวใจหลักของ Panda Circus คือการเผชิญหน้ากับเหล่าเทพเจ้าผู้ปกครองโลกหลังความตายและเล่นเกมที่พวกมันควบคุมอยู่ โดยมีฟีเจอร์เด่นที่กำหนดรูปแบบการเล่นดังนี้:

Pony Island 2: Panda Circus content image
- การต่อรองวิญญาณกับเทพเจ้าแต่ละองค์
- การไขปริศนาโดยใช้ม้า (steed) และแฟลชไดรฟ์ (thumb drive) เป็นเครื่องมือหลัก
- การปั่นระบบเกม (Meta-game manipulation) ด้วยการดัดแปลงหรือหาช่องโหว่ในกฎของเกมแต่ละเทพ
- เนื้อเรื่องแบบแตกแขนง (Narrative branching) ที่ผูกติดกับโชคชะตาและการหลุดพ้น
- ค่าสติสัมปชัญญะ (Sanity) ที่เป็นทั้งทรัพยากรและภัยคุกคาม (ตัวเกมย้ำเตือนให้รักษาค่านี้ไว้ให้ "สมบูรณ์")
รายละเอียดเรื่องแฟลชไดรฟ์นั้นน่าสนใจมาก ใน Pony Island ภาคแรก การเข้าไปยุ่งกับไฟล์เกมและโค้ดเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบปริศนา ซึ่ง Panda Circus ดูเหมือนจะสานต่อไอเดียนั้น โดยให้ผู้เล่นถืออุปกรณ์เทคโนโลยีจริงๆ เข้าไปใช้งานในโลกที่สร้างขึ้นจากตำนานและความเชื่อ การปะทะกันระหว่างความทันสมัยกับความโบราณนี่แหละคือจุดที่ Mullins มักจะซ่อนไอเดียเด็ดๆ เอาไว้

Pony Island 2: Panda Circus content image
โลกและฉากหลัง: The Earth Prison
The Earth Prison ไม่ใช่ดันเจี้ยนในความหมายทั่วไป แต่มันคือโลกหลังความตายที่ปกครองโดยเทพเจ้าสุดเพี้ยนหลายองค์ ซึ่งแต่ละองค์ก็มีอาณาเขตและ "เกม" ของตัวเอง ตัวเอกของเรากำลังอยู่ในเส้นทางที่จะ "พิชิตโลก" ก่อนจะตายกะทันหันแล้วถูกส่งมาที่นี่ ภูมิหลังนี้สร้างความตึงเครียดให้ตัวเกมได้ดี: คุณไม่ใช่ฮีโร่ แต่เป็นผู้พิชิตที่ถูกขัดจังหวะและกำลังพยายามเจรจาต่อรองเพื่อกลับไปทวงคืนความยิ่งใหญ่

Pony Island 2: Panda Circus content image
ฉากหลังของเกมดึงเอาองค์ประกอบของกาลเวลา ตำนาน และความเป็นเทพมาผสมผสานโดยไม่ยึดติดกับวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง ความคลุมเครือนี้เป็นความตั้งใจของ Mullins เขาสร้างโลกที่ให้ความรู้สึกเหมือนนิทานพื้นบ้านที่เลือนลาง คุ้นเคยพอที่จะรู้สึกว่ามีตัวตนจริง แต่ก็แปลกประหลาดพอที่จะทำให้คุณเสียหลักได้ตลอดเวลา การใช้ธีม "ละครสัตว์" (circus) ในชื่อภาคยังเพิ่มมิติของการแสดงเข้ามา ทำให้รู้สึกว่าเหล่าเทพเจ้าไม่ได้แค่กักขังวิญญาณไว้เฉยๆ แต่พวกมันกำลังสนุกกับการดูพวกเราดิ้นรนอีกด้วย
นวัตกรรมและฟีเจอร์ที่ไม่เหมือนใคร
สิ่งที่ทำให้ Panda Circus แตกต่างจากเกมผจญภัยไขปริศนาอินดี้เกมอื่น คือความมุ่งมั่นของ Mullins ที่จะใช้ "สื่อเกม" มาเป็นเนื้อหาหลักของเกม ปริศนาในเกมไม่ใช่แค่สิ่งกีดขวางที่ต้องแก้ แต่เป็นข้อถกเถียงว่าเกมคืออะไรและมันส่งผลต่อผู้เล่นอย่างไร Inscryption เคยได้คะแนน Metacritic สูงถึง 90 ต้นๆ และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเกมที่มีความทะเยอทะยานที่สุดในยุค 2020s ซึ่ง Panda Circus ก็กำลังจะเปิดตัวพร้อมกับความคาดหวังเหล่านั้น
แนวเกม Meta puzzle adventure มีเกมมากมายที่พยายามทำลายกำแพงที่สี่ (fourth-wall breaking) แต่ไม่ค่อยสุดทางเท่าไหร่ แต่สำหรับ Mullins เขาจัดเต็มเสมอ Pony Island ภาคแรกเคยให้ผู้เล่นแก้ไขไฟล์เกมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปริศนา ถ้า Panda Circus ขยายตรรกะนั้นไปสู่โลกที่ใหญ่ขึ้นและแปลกประหลาดกว่าเดิม ที่เต็มไปด้วยศัตรูระดับเทพและตัวเอกที่มีเดิมพันเป็นตำนาน เกมนี้ก็มีโครงสร้างที่พร้อมจะเป็นเกมที่จำกัดความได้ยาก ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ Daniel Mullins Games ถนัดที่สุด







