Overview
Relic Arena คือเกมแนว Autobattler แบบ Free-to-play ที่พัฒนาและจัดจำหน่ายโดย Double Edge Games เปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 เกมนี้สร้างสรรค์โดย SUNSfan และ Jenkins สองคนดังจากวงการ Dota 2 โดยเป็นการดวลกันระหว่างผู้เล่น 8 คนในรูปแบบที่เน้นการจัดคอมพ์ (Hero composition) และการเลือก Relic มากกว่าการใช้ฝีมือหรือ Reflex เกมนี้มาในธีมประวัติศาสตร์สุดเข้มข้น โดยมีเหล่า Commander อย่าง Cleopatra มานำทัพ พร้อมด้วย Relic จากหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการอัปเกรดเพื่อคว้าชัยชนะในทุกแมตช์
ด้วยโมเดลแบบ Free-to-play ทำให้ใครก็เข้าถึงเกมนี้ได้ง่ายสุดๆ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากสำหรับเกมแนวนี้ที่ต้องพึ่งพาจำนวนผู้เล่นเป็นหลัก เพราะ Autobattler จำเป็นต้องมีคู่แข่ง และระบบ Matchmaking รวมถึงโครงสร้างการเล่นแต่ละรอบของ Relic Arena ก็ทำออกมาได้ลื่นไหล รวดเร็วทันใจ โดยที่ยังคงความลึกในการตัดสินใจซึ่งเป็นเสน่ห์ของเกมแนวนี้เอาไว้อย่างครบถ้วน

Gameplay and mechanics
Core loop ของ Relic Arena ยังคงยึดตามสูตรสำเร็จของเกมแนว Autobattler นั่นคือการดราฟต์ฮีโร่ (Draft heroes) ติดตั้ง Relic แล้วปล่อยให้ยูนิตสู้กันอัตโนมัติ แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้แตกต่างจากเกมอื่นในตลาดคือระบบ Relic นั่นเอง:

- Relic มอบความสามารถพิเศษที่อ้างอิงจากวัตถุโบราณทางประวัติศาสตร์
- การอัปเกรดจะแตกแขนงออกไปตามการผสมผสานของ Relic ที่คุณเลือก
- Legendary Commander อย่าง Cleopatra และ Harambe จะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งทีม
- ในแต่ละ Lobby ที่มีผู้เล่น 8 คน จะเกิด Meta ที่แตกต่างกันไปตามสิ่งที่คู่แข่งดราฟต์
- การจัดตำแหน่ง (Positioning) และ Synergy ของ Relic มีผลต่อผลลัพธ์มากกว่าค่าสถานะพื้นฐาน
ชั้นเชิงของ Commander ช่วยเพิ่มมิติทางกลยุทธ์ให้กับทุกการเล่น การเลือก Cleopatra หรือตัวละครระดับตำนานคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่มันส่งผลว่าคุณควรให้ความสำคัญกับ Relic ชิ้นไหน และบอร์ดของคุณจะรับมือกับคอมพ์ของคู่แข่งอย่างไร

What makes Relic Arena different from other autobattlers?
เกม Autobattler ส่วนใหญ่มักจะอิงกับธีมแฟนตาซีหรือไซไฟ แต่ Relic Arena ฉีกแนวออกมาด้วยการใช้ระบบอัปเกรดที่อิงจากวัตถุและบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการใส่ตัวละครสุดกาวอย่าง Harambe มายืนเคียงข้าง Cleopatra ในฐานะ Legendary Commander ซึ่งการตัดสินใจเลือกโทนแบบนี้ถือเป็นจุดเด่น ไม่ใช่ข้อผิดพลาด มันแสดงให้เห็นว่าเกมไม่ได้จริงจังจนเกินไป ซึ่งช่วยลดกำแพงสำหรับผู้เล่นที่อาจจะรู้สึกว่าเกมอย่าง Teamfight Tactics หรือ Dota Underlords นั้นซับซ้อนจนเกินไป
DNA ความเป็น Dota 2 จาก SUNSfan และ Jenkins สะท้อนออกมาให้เห็นในวิธีที่เกมจัดการกับความซับซ้อน นั่นคือระบบที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายในตอนแรก แต่จะให้รางวัลกับผู้เล่นที่เข้าใจคณิตศาสตร์เบื้องหลังการทำงานของ Relic การผสมผสานระหว่างหน้าตาเกมที่เข้าถึงง่ายกับความลึกทางกลยุทธ์ที่แท้จริงนี่เองที่ทำให้ Relic Arena สร้างพื้นที่ของตัวเองในแนว Autobattler ได้สำเร็จ
Multiplayer and replayability
ด้วยรูปแบบ Lobby มาตรฐาน 8 คน ทุกแมตช์จึงเปรียบเสมือนการทดลองทฤษฎีการดราฟต์แบบสดๆ ไม่มีเกมไหนที่เล่นเหมือนกันเป๊ะ เพราะ Pool ของ Relic ที่คุณจะได้รับจะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่คู่แข่งทั้ง 7 คนเลือก ความหลากหลายนี้แหละคือเครื่องยนต์ที่ทำให้เกมเล่นซ้ำได้ไม่รู้จบ ไม่ใช่แค่การสุ่มแบบมั่วๆ

โครงสร้างแบบ Free-to-play รองรับการเล่นแบบ Casual ที่แวะเข้ามาจอยได้ง่ายๆ ในขณะที่ความลึกของ Commander และ Relic ก็มอบสิ่งที่ผู้เล่นสายจริงจังต้องขบคิดและปรับแต่งได้นานนับสิบชั่วโมง การเล่น Commander ตัวเดิมแต่เปลี่ยนสาย Relic ก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนี่คือเกณฑ์มาตรฐานที่เกม Autobattler ต้องมีเพื่อรักษาฐานผู้เล่นในระยะยาว และ Relic Arena ก็สอบผ่านฉลุย
System Requirements
| Requirement | Minimum | Recommended |
|---|---|---|
| OS | Windows 10+ (64 bit) | - |
| Processor | Intel i5, 2.4 Ghz or better | - |
| Memory | 8 GB RAM | 16 GB RAM |
| Graphics | Integrated HD Graphics 520 w/128MB or better | - |
| Network | Broadband Internet connection | Broadband Internet connection |















