Overview
Return of the Obra Dinn คือเกมแนวสืบสวนมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person mystery) ที่พัฒนาโดย Lucas Pope เพียงคนเดียวและจัดจำหน่ายโดย 3909 ตัวเกมเซ็ตฉากอยู่ในปี 1807 โดยให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบประกันภัยของบริษัท East India Company ซึ่งได้รับมอบหมายให้ขึ้นไปบนเรือ Obra Dinn เรือสินค้าที่หายสาบสูญไปในปี 1802 และจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ท่าเรือลอนดอนโดยไม่มีลูกเรือหลงเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว ภารกิจของคุณคือการไขปริศนาชะตากรรมของคนทั้ง 60 ชีวิตที่อยู่บนเรือลำนี้ให้ได้
เครื่องมือสำคัญของคุณคือนาฬิกาพกที่เรียกว่า Memento Mortem ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นย้อนเวลากลับไปดูวินาทีที่ลูกเรือแต่ละคนเสียชีวิตได้ ภาพเหตุการณ์ที่ถูกแช่แข็งไว้นั้นดูหลอนและถูกจัดวางองค์ประกอบมาอย่างงดงาม เผยให้เห็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตแต่ละคน การตรวจสอบฉากเหล่านี้ต้องอาศัยการสังเกตทั้งใบหน้า สำเนียงการพูด เสื้อผ้า ตำแหน่งที่ยืน และความโกลาหลที่เกิดขึ้นรอบตัว เกมนี้ไม่มีการป้อนข้อมูลหรือบอกใบ้ให้คุณง่ายๆ แน่นอน
เกมนี้เปิดตัวบน PC และ Mac ในเดือนตุลาคม 2018 ก่อนจะพอร์ตลง PlayStation, Xbox และ Nintendo Switch ในเวลาต่อมา ตัวเกมกวาดรางวัลมามากมายทั้ง IGF Grand Prize และ Excellence in Narrative ในปี 2019, รางวัล BAFTA สาขา Game Design และ Best Art Direction จากงาน The Game Awards 2018 ซึ่งรางวัลเหล่านี้ไม่ใช่แค่รางวัลปลอบใจ แต่มันคือเครื่องพิสูจน์ว่านี่คือเกมที่มอบประสบการณ์การเล่นแบบที่ไม่มีเกมแนวพัซเซิล (Puzzle game) เกมไหนทำได้มาก่อน

Return of the Obra Dinn content image
ระบบการสืบสวน (Deduction system) ทำงานอย่างไร?
นี่คือหัวใจสำคัญที่นิยามประสบการณ์การเล่นทั้งหมด Book of Fates ของเรือ Obra Dinn คือสมุดบันทึกของผู้เล่นที่รวบรวมรายชื่อลูกเรือทุกคนไว้ โดยจะมีช่องว่างให้คุณเติมชื่อ สาเหตุการตาย และใครหรืออะไรที่เป็นต้นเหตุ การจะเติมข้อมูลให้ครบต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลทุกอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการเดินเรือ บทสนทนาที่ได้ยินในฉากความตาย ลักษณะทางกายภาพ และการค่อยๆ สะสมบริบทจากนิมิตนับสิบฉาก
สรุปกลไกหลักของเกม:
- ฉากความตายคือเหตุการณ์ 3D ที่ถูกแช่แข็งไว้และสามารถสำรวจได้
- สมุดบันทึกจะยืนยันคำตอบอัตโนมัติเมื่อคุณทายถูกครบ 3 รายชื่อ
- ไม่มีระบบ Inventory หรือระบบต่อสู้แบบเกมทั่วไป
- เบาะแสจะเชื่อมโยงข้ามฉากไปมาแบบไม่เป็นเส้นตรง
- การทายผิดไม่มีบทลงโทษโดยตรง
ระบบการยืนยันคำตอบถือเป็นจุดที่น่าสนใจมาก เกมจะตรวจสอบคำตอบเป็นชุดครั้งละ 3 คน หมายความว่าคุณไม่สามารถใช้วิธีสุ่มเดาไปเรื่อยๆ ได้ คุณต้องมั่นใจในคำตอบของลูกเรือหลายๆ คนพร้อมกัน ซึ่งสร้างแรงกดดันได้ดีมากและทำให้ช่วงเวลาที่คำตอบได้รับการยืนยันนั้นรู้สึกฟินสุดๆ

Return of the Obra Dinn content image
งานภาพและเสียง
สไตล์ภาพแบบ 1-bit dithered คือจุดเด่นที่สะดุดตาที่สุดของเกม ทุกอย่างถูกเรนเดอร์ด้วยโทนสีเพียงสองสี โดยสามารถสลับพาเลทสีได้ เช่น สีเขียวฟอสฟอรัส, สีขาว และอื่นๆ มันดูเหมือนเกมที่รันบนฮาร์ดแวร์ยุค 1984 แต่ความลึกและรายละเอียดที่อัดแน่นอยู่ในสองโทนสีนั้นถือว่ายอดเยี่ยมมาก ใบหน้าตัวละครอ่านง่าย ความโกลาหลในฉากดูชัดเจน งานภาพสไตล์นี้เป็นการตัดสินใจที่ตั้งใจและมั่นใจมาก ซึ่งช่วยส่งเสริมบรรยากาศของเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
งานเสียงช่วยเสริมงานภาพได้โดยไม่กลบกัน ฉากความตายแต่ละฉากจะมีเสียงบรรยากาศและบทสนทนาก่อนที่ภาพจะหยุดนิ่ง การพากย์เสียงครอบคลุมตัวละครจำนวนมากที่มีหลากหลายสัญชาติและสำเนียง ซึ่งทำออกมาได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อเมื่อเทียบกับสเกลของตัวเกม

Return of the Obra Dinn content image
อิทธิพลและตำนาน
มีเกมเพียงไม่กี่เกมในทศวรรษที่ผ่านมาที่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างเป็นเอกฉันท์เท่ากับ Return of the Obra Dinn เกมนี้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในเกมอินดี้แนวพัซเซิลที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในยุคนี้ โดยมักถูกกล่าวถึงควบคู่ไปกับ Disco Elysium และ Outer Wilds ในฐานะเครื่องพิสูจน์ว่าทีมพัฒนาขนาดเล็กก็สามารถสร้างผลงานที่เหนือกว่าสตูดิโอใหญ่ๆ ได้ด้วยคุณภาพการออกแบบเพียงอย่างเดียว
แนวทางการนำเสนอความลึกลับของเกม โดยเฉพาะการไม่ยอม "จูงมือ" ผู้เล่นและเชื่อมั่นว่าการสืบสวนด้วยตัวเองนั้นให้ความพึงพอใจได้มากที่สุด ได้ส่งอิทธิพลต่อวิธีที่นักออกแบบคิดถึงโครงสร้างของเกมพัซเซิล ไม่มีคำใบ้ ไม่มีระดับความยาก ไม่มีตาข่ายรองรับความผิดพลาด ประสบการณ์ทั้งหมดใช้เวลาเล่นประมาณ 8 ถึง 10 ชั่วโมงสำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นความยาวที่กำลังดีที่สุด ไม่มีส่วนไหนที่ยืดเยื้อ ทุกฉากมีอยู่เพราะมันมีคุณค่าต่อการสืบสวนของคุณ

Return of the Obra Dinn content image








