ภาพรวม
Return to Castle Wolfenstein พัฒนาโดย Gray Matter Interactive และจัดจำหน่ายโดย id Software ในเดือนพฤศจิกายน 2001 เป็นเกมแนว First-Person Shooter (FPS) ที่นำตำนาน Wolfenstein 3D กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในรูปแบบ Reboot โดยมีฉากหลังเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น B.J. Blazkowicz ที่ต้องออกไปทำภารกิจทลายแผนลับของ Himmler ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์การทหารกับศาสตร์มืด (Occult) ตัวเกมจะพาเราไปลุยตั้งแต่คุกใต้ดินในปราสาท สุสานอียิปต์ ไปจนถึงศูนย์วิจัยของนาซี ซึ่งบรรยากาศจะค่อยๆ เปลี่ยนจากหนังสงครามสุดระทึกไปสู่ความสยองขวัญสไตล์ Pulp Horror อย่างเต็มตัว
โหมดเนื้อเรื่อง (Single-player campaign) มีความยาวประมาณ 10 ถึง 12 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 6 บทใหญ่ๆ แต่ละบทจะมีการแนะนำศัตรูหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ทหาร Wehrmacht ทั่วไป ไปจนถึงซูเปอร์โซลเยอร์ที่ถูกปลุกชีพขึ้นมา และเจ้า Übersoldat สุดโหด ตัวเกมมีการปรับจังหวะการเล่นสลับไปมาระหว่างช่วง Stealth (ลอบเร้น) ที่ต้องพึ่งพาปืน Sten ติดที่เก็บเสียง กับช่วง Firefight (ยิงกันสนั่น) ที่เน้นการวางตำแหน่งและการเลือกใช้อาวุธให้ถูกสถานการณ์มากกว่าการวิ่งลุยแหลกแบบ Run-and-gun

Return to Castle Wolfenstein content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
ระบบ FPS พื้นฐานของเกมนี้ยังคงทำออกมาได้ดีเยี่ยมแม้จะเป็นเกมจากปี 2001 โดย Blazkowicz จะมาพร้อมกับ Loadout อาวุธที่ถอดแบบมาจากของจริงในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2:

Return to Castle Wolfenstein content image
- ปืนพก Luger P08 และปืนกลเบา MP 40
- ปืนไรเฟิล Mauser พร้อมกล้องเล็ง Sniper
- ปืนพ่นไฟ (Flamethrower) และปืนมินิกัน Venom
- ระเบิดไดนาไมต์และระเบิดมือ
- ปืน Sten ติดที่เก็บเสียงสำหรับช่วงลอบเร้น
AI ของศัตรูมีการตอบสนองต่อเสียง รู้จักใช้ที่กำบัง และเรียกพวกมาเสริม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเกมในยุคนั้น ระบบเลือดและเกราะจะไม่มีการฟื้นฟูอัตโนมัติ (Regenerating health) ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรในแต่ละด่านมีความสำคัญมาก ตัวเกมใช้เอนจิ้นที่ดัดแปลงมาจาก Quake III Arena ทำให้การเคลื่อนไหวมีความคล่องตัวและตอบสนองได้ฉับไว ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้เกมนี้แตกต่างจากเกมยิงแนวทหารอื่นๆ ที่มักจะมีความหน่วงมากกว่า
โลกและบรรยากาศภายในเกม
จุดเด่นที่ทำให้ Return to Castle Wolfenstein แตกต่างจากเกมยิงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกมอื่นๆ คือการใส่เรื่องราวของศาสตร์มืดเข้ามา หน่วย SS Paranormal Division ของ Himmler ไม่ได้มีไว้แค่ประดับฉากเท่านั้น เพราะในช่วงกลางเกมเป็นต้นไป ผู้เล่นจะต้องเผชิญหน้ากับอัศวินยุคกลางที่ถูกปลุกชีพขึ้นมาและซูเปอร์โซลเยอร์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ใช่แค่ทหารเยอรมันธรรมดาๆ เกมนี้กล้าที่จะนำเสนอพล็อตเรื่องสไตล์ Pulp แบบจัดเต็มโดยไม่มีกั๊ก

Return to Castle Wolfenstein content image
การออกแบบฉาก (Level design) สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของบรรยากาศ ช่วงแรกในปราสาท Wolfenstein จะให้ความรู้สึกอึดอัดและตึงเครียด ส่วนช่วงหลังจะเป็นพื้นที่เปิดกว้างอย่างแหล่งขุดค้นในอียิปต์และศูนย์วิจัยลับ ทำให้เกมเพลย์มีจังหวะที่ผ่อนคลายลงบ้าง ภารกิจก็มีความหลากหลาย ตั้งแต่การคุ้มกันนักวิทยาศาสตร์ไปจนถึงการทำลายอาวุธต้นแบบ ทำให้ตัวเกมไม่น่าเบื่อ
โหมดผู้เล่นหลายคนและสังคมเกม
โหมด Multiplayer จะแบ่งผู้เล่นออกเป็นทีม Axis และ Allies โดยเน้นการทำภารกิจตามเป้าหมายมากกว่าการยิงกันเพื่อเก็บ Kill เพียงอย่างเดียว ทีมหนึ่งต้องวางระเบิดหรือขโมยเอกสาร ส่วนอีกทีมต้องคอยป้องกัน ระบบการเล่นที่เน้นภารกิจนี้เองที่เป็นรากฐานให้ทีม Splash Damage นำไปต่อยอดจนกลายเป็นเกมแยกอย่าง Wolfenstein: Enemy Territory ในปี 2003 ซึ่งเปิดให้โหลดเล่นฟรีและสร้างสังคมผู้เล่นสายแข่งขันที่เหนียวแน่นมานานหลายปี
แผนที่ในโหมด Multiplayer ของ Return to Castle Wolfenstein มีการแบ่งคลาสตัวละครอย่างชัดเจน ทั้ง Engineer, Medic และ Soldier ซึ่งแต่ละคลาสมีหน้าที่สำคัญที่ต้องอาศัยการประสานงานกัน แม้โหมดนี้จะไม่ได้รับความนิยมในวงกว้างเท่ากับ Halo หรือ Counter-Strike ในยุคเดียวกัน แต่ก็ถือเป็นเกมที่ครองใจผู้เล่นที่ชอบการวางแผนและทำภารกิจเป็นทีมมากกว่าการแข่งกันทำแต้ม
อิทธิพลและตำนาน
Return to Castle Wolfenstein วางจำหน่ายก่อนที่ Halo 2 จะทำให้เกมยิงบนคอนโซลกลายเป็นกระแสหลัก และก่อนที่ Call of Duty จะเข้ามานิยามมาตรฐานเกมยิงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเชิงพาณิชย์ อิทธิพลของเกมนี้เห็นได้ชัดจากโมเดล Free-to-play ใน Enemy Territory, ระบบ Multiplayer ที่เน้นภารกิจซึ่งกลายเป็นมาตรฐานของเกมแนวนี้ และพล็อตเรื่องสงครามโลกผสมศาสตร์มืดที่ซีรีส์ Wolfenstein นำกลับมาใช้อีกครั้งในภาค The New Order ปี 2014 ปัจจุบันตัวเกมมีวางจำหน่ายบน Steam และยังสามารถเล่นบน Windows รุ่นใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรให้ยุ่งยาก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายสำหรับแฟรนไชส์ที่เป็นรากฐานสำคัญของเกมแนว FPS

Return to Castle Wolfenstein content image








