ภาพรวม
Rise of the Tomb Raider เป็นเกมแนวแอ็กชันผจญภัยมุมมองบุคคลที่สาม (Third-person action-adventure) พัฒนาโดย Crystal Dynamics โดยเนื้อเรื่องจะดำเนินต่อจากภาค Tomb Raider ฉบับรีบูตปี 2013 หนึ่งปีเต็ม Lara Croft ได้ออกเดินทางตามรอยงานวิจัยของคุณพ่อผู้ล่วงลับเพื่อตามหาเมืองสาบสูญ Kitezh และวัตถุโบราณในตำนานที่เรียกว่า Divine Source ซึ่งว่ากันว่ามอบความเป็นอมตะได้ การเดินทางครั้งนี้พาเธอจากซากปรักหักพังในซีเรียไปสู่ดินแดนไซบีเรียอันหนาวเหน็บ ที่ซึ่งเธอต้องเผชิญหน้ากับ Trinity องค์กรกึ่งทหารสุดโหดที่มีเป้าหมายเดียวกันและไร้ความปรานีในการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
เนื้อเรื่องภาคนี้มอบแรงจูงใจให้ Lara มากกว่าแค่การเอาตัวรอด พ่อของเธอเคยถูกมองว่าเป็นคนเพ้อฝันจากการไล่ตามตำนานนี้ การตัดสินใจสานต่อภารกิจของพ่อจึงเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ระหว่างทางเธอได้ร่วมมือกับ Jacob และกลุ่ม Remnants ผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากชาวเมือง Kitezh ดั้งเดิม ซึ่งคอยปกป้องความลับของเมืองนี้มานานหลายศตวรรษ

เกมเพลย์และระบบการเล่น
ระบบการต่อสู้ (Combat) แบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การใช้อาวุธปืน (Firearms), การลอบสังหาร (Stealth takedowns) และการต่อสู้ระยะประชิด (Melee) โครงสร้างแผนที่แบบกึ่งเปิด (Semi-open hub) ช่วยให้ผู้เล่นเลือกได้ว่าจะลุยเนื้อเรื่องหลักหรือจะแวะไปตะลุย Challenge Tombs, ทำภารกิจเสริม (Side missions) และฟาร์มของ (Resource gathering) ได้ตามใจชอบ โดยมีระบบหลักๆ ดังนี้:

- การลอบสังหารและอุปกรณ์เบี่ยงเบนความสนใจ
- ระบบคราฟต์ไอเทม (Crafting) จากวัสดุที่เก็บได้
- ผังสกิล (Skill trees) ที่แบ่งสายการต่อสู้ การล่าสัตว์ และการเอาตัวรอด
- Challenge Tombs ที่เน้นการแก้ปริศนา (Puzzle-focused)
- โหมด Expeditions สำหรับเล่นซ้ำด่านต่างๆ พร้อมตัวปรับแต่ง (Modifiers)
ระบบคราฟต์ไอเทมเชื่อมโยงโดยตรงกับการต่อสู้และการสำรวจ Lara สามารถสร้างลูกธนูยาพิษ, ระเบิดขวด (Molotov cocktails) และอุปกรณ์อื่นๆ จากวัสดุที่เก็บได้ในฉาก ทำให้การฟาร์มของดูมีจุดหมายมากกว่าแค่การเสียเวลาไปเปล่าๆ

โลกและบรรยากาศในเกม
ไซบีเรียคือหัวใจสำคัญของสภาพแวดล้อมในเกมนี้ ซึ่ง Crystal Dynamics ทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ป่าที่ปกคลุมด้วยหิมะ แม่น้ำที่เป็นน้ำแข็ง และฐานทัพโซเวียตเก่าแก่ ตั้งอยู่เคียงข้างกับซากปรักหักพังที่มีอายุหลายศตวรรษ ความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่ของ Trinity กับร่องรอยที่ผุพังของ Kitezh ทำให้โลกในเกมดูเหมือนประวัติศาสตร์ที่กำลังปะทะกับยุคปัจจุบัน
Challenge Tombs คือไฮไลต์สำคัญ แต่ละที่คือพื้นที่ปริศนาที่ต้องใช้การคิดนอกกรอบ และเมื่อเคลียร์ได้ก็จะได้รับสกิลหรืออัปเกรดอุปกรณ์ที่มีประโยชน์ ซึ่งนี่แหละคือจิตวิญญาณที่แท้จริงของเกม Tomb Raider
เนื้อหาและการเล่นซ้ำ
โหมด Expeditions คือสิ่งที่ทำให้ Rise of the Tomb Raider แตกต่างจากเกมแอ็กชันผจญภัยส่วนใหญ่ในยุคนั้น แทนที่จะเป็นโหมดมัลติเพลเยอร์ทั่วไป มันเปิดโอกาสให้ผู้เล่นย้อนกลับไปเล่นเนื้อเรื่องบทต่างๆ ด้วยระบบการ์ด (Card-based modifiers) ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมศัตรู ความสามารถของ Lara หรือสภาพแวดล้อมได้ โหมด Score Attack, Remnant Resistance และ Chapter Replay ช่วยให้เกมนี้มีอะไรให้ทำอีกเยอะนอกเหนือจากแคมเปญหลัก

สำหรับเวอร์ชัน 20 Year Celebration ที่ลงให้ทั้ง PC, PlayStation, Xbox, Nintendo Switch และแพลตฟอร์มมือถือ ได้รวมเกมตัวหลักเข้ากับ DLC ทั้งหมดที่เคยปล่อยออกมา รวมถึงโหมดเอาตัวรอด Cold Darkness Awakened และเนื้อเรื่องเสริม Blood Ties ซึ่งเวอร์ชันนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ครบถ้วนที่สุด พร้อมคอนเทนต์เสริมที่ช่วยยืดเวลาการเล่นให้ยาวนานกว่าเนื้อเรื่องหลักที่ใช้เวลาประมาณ 15 ชั่วโมง สำหรับแฟนเกมผจญภัยมุมมองบุคคลที่สามที่เน้นการสำรวจและการพัฒนาตัวละคร เกมนี้ยังคงความสนุกและคุ้มค่าจนถึงปัจจุบัน











