ภาพรวม
STAR WARS Battlefront (Classic, 2004) เปิดตัวในเดือนกันยายน 2004 โดย Pandemic Studios โดยสร้างขึ้นจากแนวคิดหลักที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการพาผู้เล่นเข้าสู่สมรภูมิที่พวกเขาเคยเห็นบนหน้าจอภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ทั้งการรบด้วยทหารราบ การดวลกันของยาน Starfighter และการใช้ยานพาหนะภาคพื้นดิน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในแผนที่เดียวกัน สร้างสเกลการรบที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์อย่างแท้จริงในยุคนั้น ผลลัพธ์ที่ได้คือหนึ่งในเกม Star Wars ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล และอิทธิพลของเกมนี้ยังคงส่งผลมาถึงซีรีส์ในปัจจุบัน
ตัวเกมดึงเนื้อหามาจากทั้งไตรภาคเดิมและไตรภาคต้น ครอบคลุมความขัดแย้งสำคัญอย่าง Battle of Geonosis และการบุกโจมตีร่องลึกของ Death Star ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นทหารจาก 4 ฝ่าย ได้แก่ Galactic Republic, Confederacy of Independent Systems, Rebel Alliance และ Galactic Empire โดยแต่ละฝ่ายจะมีคลาสของยูนิตที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ทหารราบพื้นฐาน ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญอาวุธหนักและนักบิน

STAR WARS™ Battlefront (Classic, 2004) content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจหลักของ Battlefront คือการยึดครองพื้นที่ การแข่งขันจะวนเวียนอยู่กับการเข้ายึดและรักษา Command Post ที่กระจายอยู่ทั่วแผนที่ โดยฝ่ายที่แพ้จะมีจำนวน Reinforcement (กำลังเสริม) ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือศูนย์ แม้จะเป็นโครงสร้างที่ตรงไปตรงมา แต่ก็สร้างจังหวะการเล่นที่พลิกไปพลิกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นตลอดทั้งเกม

STAR WARS™ Battlefront (Classic, 2004) content image
ฟีเจอร์สำคัญของเกมเพลย์ประกอบด้วย:
- สลับมุมมองได้ทั้งแบบ First-person (บุคคลที่หนึ่ง) และ Third-person (บุคคลที่สาม)
- ขับยานพาหนะภาคพื้นดินและยาน Starfighter ได้เอง
- รองรับ Local split-screen (แบ่งหน้าจอ) สูงสุด 4 คนบนคอนโซล
- รองรับการเล่น Online multiplayer
- โหมดแคมเปญ Galactic Conquest
การควบคุมยานพาหนะถือเป็นจุดเด่นที่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะเป็น AT-AT ที่เดินต้วมเตี้ยมบนดาว Hoth ด้วยน้ำหนักที่สมจริง, Speeder bike ที่ซิ่งหลบหลีกต้นไม้บนดาว Endor หรือการต่อสู้กลางอากาศในแผนที่อวกาศ ซึ่งมอบประสบการณ์ที่เกมยิงส่วนใหญ่ในปี 2004 เทียบไม่ติดเลย
โลกและบรรยากาศในเกม
Pandemic สร้างแผนที่ขึ้นมาทั้งหมด 16 แห่ง โดยดึงสถานที่มาจากภาพยนตร์ Episodes I ถึง VI โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นถนนใน Mos Eisley บนดาว Tatooine, ทุ่งลาวาบนดาว Mustafar หรือบังเกอร์เครื่องกำเนิดเกราะบนดาว Endor การคัดเลือกแผนที่ครอบคลุมสภาพแวดล้อมที่โดดเด่นที่สุดของแฟรนไชส์โดยไม่รู้สึกว่าเป็นแค่การทำตามลิสต์รายการ

STAR WARS™ Battlefront (Classic, 2004) content image
งานด้านเสียงเน้นไปที่ดนตรีประกอบออเคสตราของ John Williams และคลังเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงหวีดของ TIE fighter, เสียงปืนเลเซอร์ Blaster และเสียงหึ่งๆ ของ Lightsaber ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสร้างบรรยากาศให้การต่อสู้ดูสมจริงในแบบที่เกมยิงไซไฟทั่วไปทำไม่ได้
โหมดผู้เล่นหลายคนและฟีเจอร์สังคม
ตัวเกมรองรับการเล่นออนไลน์สำหรับ PC และ Xbox รุ่นดั้งเดิม รวมถึงโหมดแบ่งหน้าจอ (Split-screen) สำหรับผู้เล่นสูงสุด 4 คนบนคอนโซล โหมด Instant Action ช่วยให้ผู้เล่นสามารถตั้งค่าการรบที่เต็มไปด้วยบอทพร้อมปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามใจ ซึ่งยังคงเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากสำหรับการเล่นคนเดียว
Galactic Conquest เป็นโหมดกึ่งแคมเปญของเกม โดยเป็นระบบวางแผนแบบ Turn-based (สลับเทิร์น) ที่ผู้เล่นต้องยึดครองดาวเคราะห์และใช้โบนัสที่ได้จากชัยชนะเพื่อสร้างความได้เปรียบในการรบครั้งถัดไป ซึ่งช่วยเพิ่มความสนุกในการเล่นแบบ Single-player ไม่ให้รู้สึกจำเจ
ผลกระทบและตำนานที่ทิ้งไว้
Battlefront มียอดขายมากกว่า 6 ล้านชุดภายในปี 2006 ทำให้เป็นหนึ่งในเกม PlayStation 2 ที่ขายดีที่สุดในยุคนั้น สูตรสำเร็จที่เกมสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ขนาดใหญ่, การรบหลายฝ่าย, การผสมผสานระหว่างทหารราบและยานพาหนะ ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับภาคต่อในปี 2005 และมีอิทธิพลต่อวิธีที่ EA นำซีรีส์นี้กลับมาทำใหม่ในอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา

STAR WARS™ Battlefront (Classic, 2004) content image
การนำกลับมาวางจำหน่ายใหม่ในปี 2019 บน PC ผ่าน Steam และ GOG ได้พาเกมนี้ไปสู่ผู้เล่นรุ่นใหม่ด้วยโครงสร้างระบบออนไลน์ที่อัปเดตใหม่ ประสบการณ์เกมยิงที่เป็นหัวใจหลักยังคงอยู่ครบถ้วน: การต่อสู้ที่รวดเร็วและแบ่งฝ่ายในสมรภูมิที่โดดเด่นที่สุดของ Star Wars จะเล่นคนเดียวหรือเล่นกับเพื่อนก็สนุก พร้อมด้วยความหลากหลายของแผนที่และโหมดการเล่นที่คุ้มค่าแก่การกลับมาเล่นซ้ำแม้จะผ่านวันวางจำหน่ายเดิมมานานแล้วก็ตาม








