ภาพรวม
Super Mario Galaxy 2 คือเกมแนว 3D platformer ที่พัฒนาโดย Nintendo Entertainment Analysis & Development วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2010 และตอนนี้สามารถเล่นได้บน Nintendo Switch ในชุดรวมเกม Super Mario Galaxy + Super Mario Galaxy 2 ตัวเกมต่อยอดความสำเร็จจากภาคแรกโดยตรง ทั้งการคงบรรยากาศในอวกาศ ระบบแรงโน้มถ่วง และโครงสร้างการเก็บ Star เพื่อผ่านด่าน แต่ยังใส่ไอเดียใหม่ๆ เข้ามาจนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นวิวัฒนาการที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ภาคเสริม (expansion pack) ทั่วไป
เนื้อเรื่องเริ่มต้นแบบเรียบง่าย: ละอองดาว (stardust) ตกลงมายัง Mushroom Kingdom ทุกๆ 100 ปี Peach จึงชวน Mario มาดูฝนดาวตก แต่ Bowser ก็โผล่มาทำลายทุกอย่างตามเคย Mario จึงต้องออกเดินทางด้วย Starship Mario ยานรูปทรงดาวที่เป็น Hub world ของเกม เพื่อเก็บ Power Stars มาเป็นพลังงานในการเดินทางไปช่วย Peach แม้เนื้อเรื่องจะดูเบาๆ แต่การออกแบบด่านในแต่ละ Galaxy ต่างหากที่เล่าเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม

เกมเพลย์และกลไก (Gameplay and mechanics)
Core loop ของเกมคือการลงจอดบนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ และผจญภัยไปในพื้นที่ที่มีแรงโน้มถ่วงดึงดูด Mario ไปในทุกทิศทาง กำแพงกลายเป็นพื้น เพดานกลายเป็นแพลตฟอร์ม และมุมกล้องจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเพื่อให้ผู้เล่นมองเห็นแอ็กชันได้ชัดเจน ฟังดูอาจจะงงๆ แต่ด้วยฝีมือของ Nintendo ทำให้เราเล่นได้คล่องมือภายในเวลาไม่กี่นาที

กลไกหลักและไอเทมเพิ่มพลัง (power-ups) ที่สำคัญ ได้แก่:
- Cloud Flower: สร้างแพลตฟอร์มชั่วคราวกลางอากาศ
- Rock Mushroom: เปลี่ยน Mario ให้กลายเป็นก้อนหินกลิ้งไปมา
- Bee Mushroom: ช่วยให้บินได้และเกาะกำแพงได้
- Fire Flower: อาวุธโจมตีระยะไกลสุดคลาสสิกที่กลับมาอีกครั้ง
- Yoshi: เพื่อนคู่หูที่ขี่ได้ มีความสามารถใช้ลิ้นและกระโดดแบบ flutter jump
Yoshi คือส่วนเสริมที่ใหญ่ที่สุด แต่ละ Galaxy ที่มี Yoshi จะใช้ความสามารถของเขาในรูปแบบเฉพาะตัว ตั้งแต่การกินผลไม้เพื่อเพิ่มความเร็ว ไปจนถึงการใช้ลิ้นคว้า Star Bits และกดสวิตช์ที่อยู่ไกลๆ เกมทำออกมาได้พอดี ไม่ยัดเยียด ทำให้ทุกช่วงที่ได้เล่น Yoshi เป็นอะไรที่สนุกมาก
อะไรที่ทำให้ Galaxy 2 โดดเด่นกว่าเกม 3D platformer อื่นๆ?
Galaxy 2 คือคำตอบของคำถามที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทีมพัฒนาแก้โจทย์การออกแบบพื้นฐานได้หมดแล้ว และมีเวลาทั้งรอบการผลิตเพื่อใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือเกมที่แทบไม่มีส่วนเกินเลย เกือบทุก Galaxy จะนำเสนอกลไกใหม่ที่ใช้แค่ในด่านนั้นๆ แล้วจบไปก่อนที่จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกเบื่อ

ระดับความยาก (difficulty curve) ของภาคนี้ยังสูงกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด เส้นทางหลักยังคงเล่นง่าย แต่คอนเทนต์หลังจบเกม (post-game) อย่าง Grandmaster Galaxy และความท้าทายระดับ Perfect Run ถือเป็นด่านที่ยากที่สุดเท่าที่ Nintendo เคยทำมาเลยทีเดียว สำหรับใครที่ติดขัด เกมมีระบบใบ้ที่เรียกว่า Cosmic Guide ซึ่งจะช่วยเล่นด่านนั้นให้โดยอัตโนมัติโดยไม่กระทบกับเซฟเกมของคุณ
งานภาพและเสียง
ด้วยขุมพลังของเครื่อง Wii ตัวเกมใช้สไตล์ภาพที่สะอาดตาและมีคอนทราสต์สูง ทำให้มองเห็นรายละเอียดชัดเจนไม่ว่าจะอยู่ระยะไหน เวอร์ชัน Switch ได้รับการอัปเกรดความละเอียด (resolution) ทำให้สีสันของ Galaxy ดูคมชัดยิ่งกว่าเดิม แต่ละโลกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่โขดหินลาวา ดาวน้ำแข็ง ไปจนถึงด่านแนวแอบสแตรกต์สุดล้ำ
Koji Kondo และ Mahito Yokota เป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบ โดยใช้ดนตรีจากวงออร์เคสตราเต็มรูปแบบ เพลงมีตั้งแต่ธีมผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ไปจนถึงเพลงบอสที่ตื่นเต้นเร้าใจ งานออกแบบเสียงช่วยเสริมทุกจังหวะการกระโดด การหมุนตัว และการเปลี่ยนแรงโน้มถ่วงให้รู้สึกสมจริงและสะใจสุดๆ

อิทธิพลและตำนาน
Super Mario Galaxy 2 ได้คะแนน Metacritic สูงถึง 97 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเกมที่ได้คะแนนสูงสุดตลอดกาล ปรัชญาการออกแบบด่านที่เน้นความสั้น กระชับ และสร้างขึ้นรอบกลไกเดียว ได้กลายเป็นอิทธิพลสำคัญในการสร้างเกม 3D platformer ของ Nintendo ในเวลาต่อมา การมาถึงบน Nintendo Switch ทำให้เกมเมอร์ยุคใหม่ได้สัมผัสกับหนึ่งในเกม platformer ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการเกม









