ภาพรวม
Super Smash Bros. Melee คือเกมแนว crossover platform fighter ที่พัฒนาโดย HAL Laboratory และจัดจำหน่ายโดย Nintendo บนเครื่อง GameCube ในเดือนพฤศจิกายน 2001 แทนที่จะเป็นการลดหลอดเลือดเหมือนเกมทั่วไป ผู้เล่นจะชนะได้ด้วยการซัดคู่ต่อสู้ให้กระเด็นออกนอกฉากไปเลย โดยค่าความเสียหายจะสะสมเป็นเปอร์เซ็นต์ ยิ่งตัวเลขสูงเท่าไหร่ ตัวละครก็จะยิ่งกระเด็นไกลขึ้นเมื่อโดนโจมตี ทำให้ทุกจังหวะการแลกหมัดดูอันตรายและตื่นเต้นสุดๆ ในขณะที่จำนวน Stock เริ่มเหลือน้อยลง
ตัวละครในเกมขนทัพมาจากแฟรนไชส์ดังของ Nintendo ทั้ง Mario, Link, Samus, Fox McCloud, Pikachu, Marth และตัวละครอื่นๆ รวมทั้งหมด 26 ตัว แต่ละตัวมีการเคลื่อนไหวและฟีลลิ่งที่แตกต่างกันชัดเจน ทั้งน้ำหนัก ความเร็วในการตก และความคล่องตัวกลางอากาศ ซึ่งส่งผลต่อการเล่นในแต่ละแมตช์ ระบบควบคุมเน้นการใช้จอยสติ๊กผสมกับปุ่มโจมตีเพียงปุ่มเดียว แต่ความลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายนี่แหละที่ทำให้เหล่าเกมเมอร์ยังคงนั่งไต่แรงค์และฝึกฝนกันมานานหลายปี

เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจหลักของ Melee คือการให้รางวัลกับผู้เล่นที่ฝึกฝนระบบการเคลื่อนไหวจนเชี่ยวชาญ เกมรันที่ 60 เฟรมต่อวินาทีและตอบสนองต่อคำสั่งได้อย่างแม่นยำในระดับที่ภาคต่อๆ มาของซีรีส์ Smash จงใจลดทอนความละเอียดนี้ลง โดยระบบสำคัญๆ ได้แก่:

- Wavedashing (เวฟแดชชิ่ง) เพื่อการขยับตำแหน่งด้านข้างอย่างรวดเร็ว
- L-canceling (แอล-แคนเซิลลิ่ง) เพื่อลดจังหวะดีเลย์ตอนลงพื้นจากการโจมตีกลางอากาศลงครึ่งหนึ่ง
- Dash dancing (แดชแดนซ์ซิ่ง) เพื่อหลอกล่อและสวนกลับคู่ต่อสู้
- Edge-guarding (เอดจ์-การ์ดดิ้ง) เพื่อสกัดกั้นไม่ให้คู่ต่อสู้กลับขึ้นมาบนเวทีได้
- Shield pressure (ชิลด์เพรสเชอร์) เพื่อกดดันและทำลายจังหวะการป้องกันของคู่ต่อสู้
เทคนิคเหล่านี้ไม่เคยถูกระบุไว้ในคู่มืออย่างเป็นทางการ ผู้เล่นค้นพบมันผ่านการลองผิดลองถูก และฐานความรู้ที่สร้างขึ้นโดยคอมมูนิตี้ก็นี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Melee กลายเป็นเกมที่มีวัฒนธรรมย่อยเป็นของตัวเอง

อะไรที่ทำให้ Melee แตกต่างจากเกมแนว platform fighter อื่นๆ?
Melee จัดอยู่ในฝั่งที่เน้นเทคนิคสูงของเกมแนว platform fighter ในขณะที่เกม Smash ภาคหลังๆ ปรับการเคลื่อนไหวให้สมูทขึ้นและลดผลกระทบของเทคนิคขั้นสูงลง แต่ Melee ยังคงรักษาความดิบของระบบฟิสิกส์เอาไว้ ความดิบนี้สร้างเพดานฝีมือ (skill ceiling) ที่สูงมากจนผู้เล่นระดับท็อปยังคงค้นพบวิธีเล่นใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ทั้งความเร็วของเกม ความเฉพาะตัวของคอมโบ และโมเมนตัมกลางอากาศที่ส่งผลต่อการโจมตี ทั้งหมดนี้รวมกันจนได้สไตล์การเล่นที่ไม่มีภาคต่อไหนทำเลียนแบบได้เหมือน
โหมดเล่นคนเดียวประกอบด้วย Classic Mode, Adventure Mode, All-Star Mode และการสะสม Trophy ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ของ Nintendo จนถึงปี 2001 โหมดเหล่านี้ให้ผู้เล่นหน้าใหม่ได้สำรวจอย่างจุใจก่อนจะลงสนามจริงในโหมด Versus
โหมดผู้เล่นหลายคนและตำนานการแข่งขัน
Melee รองรับผู้เล่นสูงสุด 4 คนพร้อมกัน และโหมด Versus นี่แหละคือจุดที่ทำให้เกมนี้ยืนหยัดมาได้จนถึงปัจจุบัน การแข่งแบบ Stock 4 ชีวิต ในเวลา 8 นาที กลายเป็นมาตรฐานของการแข่งขัน โดยมี Final Destination และ Battlefield เป็นด่านกลาง (neutral stages) ที่นิยมใช้ในการแข่งขันจริงจัง
ฉากการแข่งขันที่สร้างขึ้นรอบๆ Melee ถือเป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการเกม รายการใหญ่อย่าง EVO และ The Big House เคยจัดการแข่งขัน Melee ที่มีผู้เข้าสมัครนับพันคน และผู้เล่นระดับท็อปอย่าง Armada, Mango และ Hungrybox ก็กลายเป็นชื่อที่คุ้นหูในคอมมูนิตี้เกมต่อสู้ วงการนี้ขับเคลื่อนมาได้นานหลายปีโดยไม่มีการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจาก Nintendo แต่เกิดจากความหลงใหลของผู้เล่นและผู้จัดทัวร์นาเมนต์ระดับรากหญ้าล้วนๆ

คอนเทนต์และความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำ
นอกเหนือจากโหมด Versus แล้ว Melee ยังอัดแน่นไปด้วยคอนเทนต์มากมายสำหรับเกมที่วางจำหน่ายในปี 2001 แค่การสะสม Trophy ก็มีไอเทมให้เก็บกว่า 290 ชิ้นที่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ของ Nintendo โดยแต่ละชิ้นมีคำอธิบายสั้นๆ เหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม โหมด Event Match มีสถานการณ์จำลอง 51 รูปแบบพร้อมเงื่อนไขการชนะที่เฉพาะเจาะจง มอบความท้าทายที่จัดเตรียมไว้ให้ผู้เล่นโซโล่ได้สนุกนอกเหนือจากโหมดมาตรฐาน การผสมผสานระหว่างระบบการแข่งขันที่ลึกซึ้งและโหมดเล่นคนเดียวที่หลากหลาย ทำให้ Melee ไม่เคยมีคำว่า "เล่นจบ" สำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ได้สัมผัส







