Overview
The Legend of Zelda: The Wind Waker คือเกม Zelda ภาคแรกที่สร้างขึ้นสำหรับเครื่อง Nintendo GameCube โดยทีมพัฒนา Nintendo EAD Software Development Group No.3 ได้ใช้โอกาสจากการเปิดตัวครั้งนี้พาซีรีส์ไปในทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด ในขณะที่ภาค Ocarina of Time และ Majora's Mask เลือกใช้สไตล์ภาพที่ดูจริงจังและสมจริงกว่า แต่ Wind Waker กลับเลือกใช้เทคนิค Cel-shading แบบเต็มตัว ซึ่งเป็นเทคนิคการเรนเดอร์ที่ทำให้เกมมีเอกลักษณ์เป็นภาพสไตล์การ์ตูนที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าท่าทางที่ดูโอเวอร์ของ Link ท้องฟ้าสไตล์สีน้ำ หรือแสงที่ตกกระทบผิวน้ำในช่วงพลบค่ำ ทุกอย่างล้วนผ่านการคิดมาอย่างดีและตั้งใจออกแบบ ไม่ใช่แค่ทางลัดในการพัฒนาแต่อย่างใด
ระบบการเล่นหลักจะให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยสำหรับใครก็ตามที่เคยเล่น Ocarina of Time มาก่อน ระบบ Combat จะเน้นไปที่การใช้ Z-targeting, การทำคอมโบดาบ และการใช้ไอเทมที่ค่อยๆ เก็บสะสมจากการตะลุย Dungeon ต่างๆ โดยหัวใจสำคัญของเกมคือการออกแบบ Puzzle ที่แต่ละ Temple จะถูกสร้างขึ้นรอบๆ ไอเทมชิ้นสำคัญที่จะเปลี่ยนวิธีที่คุณมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม แม้ Wind Waker จะไม่ได้ปฏิวัติสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ก็ทำออกมาได้มั่นใจจนตัวเกมไม่รู้สึกน่าเบื่อเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทำให้ Wind Waker แตกต่างจากภาคก่อนๆ คือพื้นที่ Great Sea ตัว Overworld เป็นตารางมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเกาะ ความลับ และ Side content มากมาย การเดินทางต้องอาศัย King of Red Lions เรือพูดได้ที่จะกลายเป็นเพื่อนคู่ใจของ Link ตลอดการเดินทาง นอกจากนี้ การควบคุมทิศทางลมผ่านไม้บาตอง Wind Waker ยังเป็นหัวใจสำคัญของการล่องเรือ รวมถึงใช้ในกลไก Puzzle และการต่อสู้ตลอดทั้งเกมอีกด้วย

Gameplay and mechanics
ลูปการเล่นแบบ Action-adventure ของ Wind Waker ยังคงยึดตามโครงสร้างคลาสสิกของ Zelda คือการสำรวจโลก, ค้นหา Dungeon, เก็บไอเทม, ปราบ Boss และดำเนินเนื้อเรื่อง ซึ่งมีจังหวะการเล่นที่น่าสนใจที่คุณควรทำความเข้าใจก่อนเริ่ม

- การล่องเรือเป็นกิจกรรมหลักในช่วงกลางถึงท้ายเกม
- จำนวน Dungeon มีน้อยกว่าเกม Zelda ภาคก่อนๆ
- เควสต์ตามหา Triforce ในช่วงท้ายเกมใช้เวลาค่อนข้างมาก
- ระบบ Combat ใช้ Z-targeting พร้อมท่าปิดฉากแบบ Context-sensitive
- ไม้บาตอง Wind Waker ใช้ควบคุมสภาพอากาศและไขปริศนาทางดนตรี
กลไกการใช้ไม้บาตองนั้นฉลาดมาก การบรรเลงเพลงเฉพาะจะช่วยเปลี่ยนทิศทางลมสำหรับการล่องเรือ ปลุกรูปปั้น หรือควบคุมเวลาได้ในระดับหนึ่ง เป็นระบบที่ผสานดนตรีเข้ากับ Gameplay ได้อย่างแนบเนียน แทนที่จะเป็นแค่ตัวเลือกในเมนู

World and setting
เนื้อเรื่องเกิดขึ้นหลายร้อยปีหลังจากเหตุการณ์ใน Ocarina of Time โดย Wind Waker เริ่มต้นที่ Link บนเกาะ Outset Island ชุมชนเล็กๆ ที่ไม่รู้เรื่องราวตำนานของวีรบุรุษในอดีต เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนกยักษ์ลักพาตัวน้องสาวของ Link ไป ทำให้เขาต้องร่วมมือกับ Tetra กัปตันโจรสลัดฝีปากกล้า ซึ่งภายหลังกลายเป็นตัวละครที่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากกว่าที่เห็นในตอนแรก
Great Sea ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่สำหรับการเดินทางและอุปกรณ์ในการเล่าเรื่อง โลกของ Hyrule ถูกจมอยู่ใต้มหาสมุทร ซึ่งจะเห็นได้เพียงแวบเดียวในบางช่วงของเนื้อเรื่อง บริบทนี้ทำให้มหาสมุทรมีความหมายที่ลึกซึ้ง การล่องเรือระหว่างเกาะต่างๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเคลื่อนผ่านซากปรักหักพังของอารยธรรม มากกว่าแค่การข้ามแผนที่ว่างเปล่า

Visual and audio design
สไตล์ภาพแบบ Cel-shaded เคยเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากตอนที่ Wind Waker เปิดตัวครั้งแรกในปี 2001 ผู้เล่นที่คาดหวังเกม Zelda ที่ดูโตและสมจริงหลังจากเห็น Tech demo ในงาน Spaceworld 2000 ต่างผิดหวังไปตามๆ กัน แต่ตัวเกมฉบับสมบูรณ์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดนั้นสั้นไปหน่อย เพราะงานภาพสไตล์การ์ตูนนี้ดูไม่เก่าเลยแม้เวลาจะผ่านไปนาน เพราะมันไม่ได้พยายามเลียนแบบความสมจริงแบบภาพถ่ายตั้งแต่แรก
เพลงประกอบโดย Koji Kondo และ Hajime Wakai เข้ากับโทนภาพได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพลงธีมตอนล่องเรือจะเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศและความเร็ว เพลงใน Dungeon ให้ความรู้สึกตึงเครียดได้ดีเยี่ยม และเพลงประจำตัวละครก็สื่อถึงบุคลิกได้ชัดเจนโดยไม่ต้องมีเสียงพากย์เลยแม้แต่คำเดียว งานด้านเสียงของ Wind Waker ยังคงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการใช้ดนตรีเพื่อเสริม Gameplay ในแนว Action-adventure











