Overview
The Legend of Zelda พัฒนาโดย Nintendo R&D4 และวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 1986 เกมนี้จะพาคุณดิ่งเข้าสู่โลกของ Hyrule โดยแทบไม่มีการสอนเล่น (hand-holding) เลยแม้แต่น้อย คุณจะได้รับบทเป็น Link ฮีโร่หนุ่มที่ได้รับภารกิจในการรวบรวมชิ้นส่วน Triforce of Wisdom ทั้ง 8 ชิ้น เพื่อปราบวายร้าย Ganon และช่วยเหลือ Princess Zelda โลกทั้งใบเปิดกว้างให้คุณออกสำรวจได้ตั้งแต่เริ่มเกม ซึ่งถือเป็นดีไซน์ที่ล้ำยุคสุดๆ ในสมัยนั้น
โครงสร้างของเกมถูกสร้างขึ้นรอบๆ แผนที่โลก (overworld) ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อทั้งป่า สุสาน ทุ่งราบ และทะเลทรายเข้าด้วยกัน โดยแต่ละแห่งจะซ่อนทางเข้าดันเจี้ยนเอาไว้ การตามหาทางเข้าเหล่านั้นถือเป็นความท้าทายครึ่งหนึ่งของเกมเลยทีเดียว ดันเจี้ยนทั้ง 8 แห่งจะค่อยๆ เพิ่มความซับซ้อนและความโหดของมอนสเตอร์ขึ้นเรื่อยๆ โดยมีบอสประจำด่านและชิ้นส่วน Triforce เป็นรางวัลตอบแทน

Gameplay and mechanics
The Legend of Zelda ได้วางรากฐานกลไกเกมแนว action-adventure ที่เกมในปัจจุบันยังคงหยิบมาใช้ ฟีเจอร์หลักจากการออกแบบดั้งเดิมประกอบด้วย:

- แผนที่โลกแบบต่อเนื่องที่สำรวจได้อย่างอิสระ (continuous overworld)
- การอัปเกรดความสามารถแบบถาวรจากไอเทมที่เก็บได้
- โครงสร้างการดำเนินเกมแบบ 8 ดันเจี้ยน
- ระบบ Battery save ที่บันทึกความคืบหน้าได้
- ความลับที่ซ่อนอยู่ซึ่งต้องอาศัยการลองผิดลองถูก
ระบบ Battery save ถือเป็นจุดที่ต้องยกนิ้วให้เป็นพิเศษ ก่อนหน้ายุคของ Zelda เกม NES ส่วนใหญ่จะรีเซ็ตความคืบหน้าทั้งหมดเมื่อคุณตายหรือปิดเครื่อง การที่สามารถเซฟเกมแล้วกลับมาลุยต่อใน Hyrule ได้ในภายหลังถือเป็นการเปลี่ยนวิธีที่ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์กับเกมไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้เกมกลายเป็นสิ่งที่คุณค่อยๆ ใช้ชีวิตไปกับมันตลอดหลายวัน แทนที่จะจบในรอบเดียว

Innovation and unique features
สิ่งที่ทำให้ The Legend of Zelda แตกต่างจากเกมร่วมสมัยอย่างแท้จริง คือการผสมผสานระหว่างโลกที่ต่อเนื่องและการอัปเกรดพลังแบบถาวร เกมแอ็กชันยุคก่อนมักจะเป็นการผ่านด่านไปเรื่อยๆ แต่ Zelda มอบ "สถานที่" ให้เราได้สัมผัส แผนที่แบบตาราง 16x16 หน้าจอของเกมเชื่อมต่อกันอย่างมีตรรกะ และการย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เดิมหลังจากได้ไอเทมใหม่ๆ มักจะเผยให้เห็นเส้นทางที่เคยถูกปิดตายหรือมองไม่เห็นมาก่อน
เกมนี้ให้รางวัลกับความอยากรู้อยากเห็นในแบบที่ดูแปลกใหม่ในปี 1986 ไม่ว่าจะเป็นการวางระเบิดกำแพงที่ดูเหมือนกำแพงทั่วไป การผลักบล็อกบางจุดเพื่อเผยบันได หรือการเผาพุ่มไม้เพื่อหาทางเข้าสู่ร้านค้าลับ ทั้งหมดนี้ไม่มีการบอกใบ้ใดๆ ผู้เล่นต้องเรียนรู้ด้วยการลองผิดลองถูกกับทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเปลี่ยนให้เกมนี้กลายเป็นปริศนาที่ผู้เล่นต้องช่วยกันไขและบอกต่อกันทั้งในโรงเรียนและนิตยสารเกมในยุคนั้น
Impact and legacy
The Legend of Zelda เป็นหนึ่งในเกมที่มีอิทธิพลมากที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา แม่แบบที่เกมนี้ได้วางไว้ ทั้งการสำรวจแบบเปิดกว้าง (open exploration), การปลดล็อกความคืบหน้าด้วยไอเทม (item-gated progression), โครงสร้างการตะลุยดันเจี้ยน และการผจญภัยที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อเรื่อง ได้กลายเป็นรากฐานให้กับเกมทั้งแนว แฟรนไชส์ที่เริ่มต้นจากจุดนี้ได้ขยายตัวไปสู่เกมหลายสิบภาคตลอดระยะเวลา 40 ปี รวมถึงภาคที่ได้รับคำชมอย่างล้นหลามอย่าง Ocarina of Time และ Breath of the Wild

ตัวเกมต้นฉบับสามารถเล่นได้บน Nintendo Switch ผ่านบริการ Nintendo Switch Online ทำให้ผู้เล่นยุคใหม่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องไปตามหาเครื่องเกมเก่าๆ มาเล่น เมื่อได้ลองสัมผัสในตอนนี้ ปรัชญาการออกแบบของเกมยังคงชัดเจนเสมอ: มอบโลกให้ผู้เล่น มอบเครื่องมือให้พวกเขา และเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะรู้วิธีใช้มัน ปรัชญาที่ว่านี้ไม่มีวันตกยุคจริงๆ











