Overview
The Lord of the Rings: The Battle for Middle-earth II พัฒนาโดย EA Los Angeles และวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2006 เป็นเกมที่ต่อยอดสูตรสำเร็จของเกมแนว RTS (Real-Time Strategy) ไปสู่มุมต่างๆ ในโลกของ Tolkien ที่เกมส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป ในขณะที่ฉบับภาพยนตร์เน้นไปที่สงครามแหวนทางตอนใต้ แต่เกมนี้ขยายความขัดแย้งขึ้นไปทางเหนือ ทั้งใน Misty Mountains, Mirkwood และ Dol Guldur ผลลัพธ์ที่ได้คือเกม RTS ที่ให้ความรู้สึกว่าหยั่งรากลึกอยู่ในเนื้อหาต้นฉบับจริงๆ ไม่ใช่แค่เกาะกระแสความสำเร็จจากไตรภาคของ Peter Jackson
ตัวเกมมาพร้อมกับแคมเปญเต็มรูปแบบ 2 แคมเปญ คือฝั่ง Free Peoples และฝั่ง Evil ซึ่งความแตกต่างระหว่างแต่ละ Faction นั้นลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก กองทัพ Dwarven เน้นการตั้งรับในที่มั่นและทหารราบหนัก กองทัพ Elven เน้นความคล่องตัวและการโจมตีระยะไกล ส่วนฝั่ง Evil ก็มาพร้อมกับความโกลาหลและพลังจากสัตว์ประหลาดที่ฝั่ง Good เทียบไม่ติดเลยทีเดียว แต่ละฝั่งมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันจนทำให้การสลับไปเล่นแต่ละ Faction ให้ความรู้สึกเหมือนได้พบกับความท้าทายเชิงกลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

The Lord of the Rings: The Battle for Middle-earth II content image
Gameplay and mechanics
Battle for Middle-earth II ต่อยอดระบบการสร้างฐานและระบบ Hero จากภาคแรกพร้อมกับปรับปรุงให้ดึงดูดขึ้น โดยมีกลไกหลักๆ ดังนี้:
- ยูนิต Hero ที่มีความสามารถเฉพาะตัวและเก่งขึ้นตามเลเวลจากการต่อสู้
- สิ่งก่อสร้างผลิตทรัพยากรเฉพาะของแต่ละ Faction ที่ผูกติดกับการยึดพื้นที่บนแผนที่
- Ring powers ที่ปลดล็อกได้ผ่านการดำเนินเนื้อเรื่องในแคมเปญ
- ความสามารถในการอัญเชิญ (Summoning) รวมถึงมังกรสำหรับฝั่ง Evil
- โหมด War of the Ring สำหรับการเล่นเชิงกลยุทธ์สเกลใหญ่
ระบบ Hero ถือเป็นจุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ตัวละครอย่าง Glorfindel, the Balrog และ Sauron เอง ต่างทำหน้าที่เป็นยูนิตทรงพลังที่สามารถพลิกเกมได้ แต่ก็สามารถตายถาวรได้ในระดับความยากที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้การตัดสินใจส่งพวกเขาลงสนามมีความตึงเครียดมากกว่าการเล่นแบบปกติ การบริหารจัดการว่าจะส่ง Hero ลงสนามตอนไหนหรือจะเก็บไว้เมื่อไหร่ กลายเป็นหนึ่งในจุดตัดสินใจสำคัญของเกมนี้
ทำไมฉากหลังทางตอนเหนือถึงมีความโดดเด่น?
เกม The Lord of the Rings ส่วนใหญ่มักจะเน้นไปที่ Helm's Deep, Minas Tirith หรือ Mines of Moria เพราะเป็นสถานที่ที่คนจำได้จากภาพยนตร์ แต่ Battle for Middle-earth II เลือกที่จะหลีกเลี่ยงความคุ้นเคยเหล่านั้น Dol Guldur ป้อมปราการที่ Sauron ใช้ซ่อนตัวก่อนจะกลับมา ปรากฏในเกมในฐานะฐานที่มั่นของฝั่ง Evil ที่มีเอกลักษณ์ทางภาพชัดเจน ป่าที่ถูกครอบงำของ Mirkwood สร้างสภาพแวดล้อมทางยุทธวิธีที่ต่างออกไปจากทุ่งโล่งของ Rohan ส่วน Misty Mountains ก็นำเสนอภูมิประเทศแบบแนวดิ่งที่ส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของยูนิตและการวางตำแหน่งปิดล้อมในแบบที่แผนที่ราบทั่วไปไม่มี

The Lord of the Rings: The Battle for Middle-earth II content image
ความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอเนื้อหาในจักรวาล Tolkien ที่กว้างขวางกว่าแค่ไตรภาคภาพยนตร์ ทำให้เกมนี้มีความน่าเชื่อถือในแบบที่เกมที่สร้างจากหนังทั่วไปทำไม่ได้ ผู้เล่นที่แม่น Lore จะได้เห็นการอ้างอิงที่ไปไกลกว่าแค่หนังของ Jackson และการอ้างอิงเหล่านั้นถูกใส่เข้าไปในการออกแบบ Faction อย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่ใส่มาเป็นข้อความประกอบฉากเฉยๆ
Content and replayability
นอกเหนือจากแคมเปญผู้เล่นเดี่ยว 2 แคมเปญแล้ว โหมด War of the Ring ยังทำหน้าที่เป็นชั้นเชิงกลยุทธ์สไตล์ Risk ที่ผู้เล่นต้องแย่งชิงการควบคุม Middle-earth ทีละดินแดน โดยแต่ละการต่อสู้จะเป็นการรบแบบ Real-time Skirmish นอกจากนี้ยังมีโหมด Skirmish ไว้สู้กับ AI และโหมด Multiplayer ออนไลน์ที่ช่วยยืดอายุการเล่นออกไปอีก ความหลากหลายของ Faction ที่มีทั้ง Gondor, Rohan, Elves, Dwarves, Mordor, Isengard, Goblins และ Angmar ทำให้ไม่มีแมตช์ไหนที่เล่นออกมาเหมือนกันเลย
Faction อย่าง Angmar ที่เน้นไปที่ Witch-king และยูนิตอันเดด ถือเป็นหนึ่งในการออกแบบที่แปลกใหม่ที่สุดในบรรดาเกม Tolkien ทั้งหมด เนื่องจากไม่มีต้นแบบจากภาพยนตร์โดยตรง ทำให้ EA Los Angeles ต้องสร้างสรรค์ขึ้นมาจาก Lore ล้วนๆ ซึ่งความพยายามนั้นเห็นได้ชัดจากสไตล์การเล่นที่โดดเด่นและแตกต่างจาก Faction ฝั่ง Evil อื่นๆ อย่างชัดเจน

The Lord of the Rings: The Battle for Middle-earth II content image

