ภาพรวม
The Witcher 2: Assassins of Kings คือเกมแนว Dark Fantasy RPG มุมมองบุคคลที่สามที่พัฒนาและจัดจำหน่ายโดย CD Projekt RED ซึ่งวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2011 เรื่องราวเล่าถึง Geralt of Rivia นักล่าอสูรมืออาชีพที่เรียกกันว่า Witcher ผู้ซึ่งถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนทำปิตุฆาต (Regicide) หลังจากการลอบสังหาร King Foltest กษัตริย์ที่เขาได้รับมอบหมายให้คุ้มครองเป็นการส่วนตัว สิ่งที่ตามมาคือเรื่องราวของการสมคบคิดทางการเมือง สงครามที่กำลังจะอุบัติขึ้น และการตามล่าหาความจริงอย่างเจาะลึกเบื้องหลังนักฆ่าปริศนาที่มีฝีมือการต่อสู้เหมือนกับ Witcher แต่กลับไม่ได้สังกัดสำนักใดเลย
โครงสร้างการเล่าเรื่องของเกมนี้ถือว่าแปลกใหม่มากสำหรับเกมแนวนี้ การตัดสินใจในช่วงต้นเกมสามารถเปลี่ยนเส้นทางของ Geralt ใน Act II ไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้การเล่นซ้ำสองรอบอาจมีความแตกต่างกันจนผู้เล่นอาจพลาดเนื้อหาไปเกือบครึ่งในการเล่นรอบแรก ความมุ่งมั่นในการออกแบบระบบที่ให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของเกม (Player Agency) แบบนี้ถือว่าหาได้ยากในสมัยนั้นและยังคงหาได้ยากในปัจจุบัน

เกมเพลย์และระบบการเล่น
ระบบการต่อสู้ใน The Witcher 2 เน้นทั้งการเตรียมตัวและการลงมือจริง Geralt จะพกดาบสองประเภท คือดาบเงินสำหรับล่าอสูรและดาบเหล็กสำหรับมนุษย์ พร้อมเสริมด้วย Signs (พลังเวทมนตร์), ระเบิด และกับดักที่คราฟต์ (Craft) ขึ้นจากวัตถุดิบที่เก็บได้ทั่วโลก โดยมีระบบหลักที่ผู้เล่นต้องพึ่งพาบ่อยที่สุดดังนี้:

- Quen: Sign สำหรับสร้างเกราะป้องกัน
- Aard: พลังคลื่นกระแทกพลังจิต
- Igni: พลังโจมตีด้วยไฟในระยะใกล้
- Yrden: กับดักเวทมนตร์สำหรับลดความเร็วศัตรู
- Axii: Sign สำหรับควบคุมจิตใจที่ใช้ได้ทั้งในการต่อสู้และบทสนทนา
ความยากของเกมนี้ไม่ปรานีใครโดยเฉพาะในช่วงต้นเกม ศัตรูโจมตีหนักและมักจะรุมผู้เล่นจนตั้งตัวไม่ติด เกมนี้คาดหวังให้ผู้เล่นใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่กดปุ่มรัวๆ เพื่อผ่านด่าน การทำสมาธิ (Meditate) เพื่อปรุงยา (Brew Potions) ก่อนเข้าปะทะไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริม แต่เป็นหัวใจสำคัญที่เกมออกแบบมาให้ผู้เล่นต้องทำ
โลกและบรรยากาศในเกม
เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ ที่ผูกโยงกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่าง Northern Kingdoms และภัยคุกคามจาก Nilfgaardian Empire ไม่ว่าจะเป็น Flotsam, Vergen หรือ Loc Muinne ซึ่งแต่ละที่ต่างก็มีบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่เมืองท่าริมน้ำที่เต็มไปด้วยหมอกและบรรยากาศตึงเครียดอย่าง Flotsam ไปจนถึงเมืองป้อมปราการของคนแคระอย่าง Vergen ที่ถูกสลักเข้าไปในไหล่เขา CD Projekt RED สร้างพื้นที่เหล่านี้ให้มีความหนาแน่นจนรู้สึกเหมือนเป็นสถานที่ที่มีชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ฉากหลังสำหรับวาง Quest Markers เท่านั้น

บทของเกมจัดการกับประเด็นศีลธรรมโดยไม่ทำให้มันดูง่ายจนเกินไป ฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งกันต่างก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้นในมุมของตัวเอง กลุ่มเอลฟ์ Scoia'tael กำลังต่อสู้กับการถูกกดขี่อย่างแท้จริง แต่วิธีการของพวกเขากลับทำให้พลเรือนต้องเดือดร้อน อาณาจักรของมนุษย์เองก็เต็มไปด้วยความฉ้อฉลแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด Geralt ต้องยืนอยู่ตรงกลางระหว่างกลุ่มเหล่านี้ และเกมแทบจะไม่บอกผู้เล่นเลยว่าฝ่ายไหนคือฝ่ายที่ถูกต้อง
อิทธิพลและมรดกของเกม
The Witcher 2 ออกมาในช่วงเวลาที่เกม RPG ฝั่งตะวันตกกำลังถกเถียงกันอย่างจริงจังว่าทางเลือกของผู้เล่นจะสามารถเปลี่ยนทิศทางของเนื้อเรื่องได้มากแค่ไหน เกมนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคำตอบคือ "ได้มากทีเดียว" หากบทมีความเข้มข้นและรองรับการตัดสินใจของผู้เล่นได้ดีพอ โครงสร้างเนื้อเรื่องที่แตกแขนง ตัวละครที่มีสีเทาทางศีลธรรม และการไม่ยัดเยียดคำตอบสำเร็จรูปให้ผู้เล่น ทั้งหมดนี้กลายเป็นปรัชญาการออกแบบที่ทำให้ The Witcher 3: Wild Hunt กลายเป็นหนึ่งในเกม RPG ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดตลอดกาล

การกลับมาเล่น The Witcher 2 ในปัจจุบันยังคงทำให้เราได้สัมผัสกับเกมที่มีบทการเมืองเฉียบคมกว่าเกมรุ่นหลังหลายๆ เกม Geralt ในภาคนี้ดูระแวดระวัง มีความยียวน และเหนื่อยล้ากับโลกที่คอยลากเขาเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่ไม่ใช่เรื่องของเขาเลย ความตึงเครียดระหว่างหน้าที่กับผลประโยชน์ส่วนตัวนี่เองที่ทำให้เนื้อเรื่องเข้าถึงอารมณ์ผู้เล่น และมันยังคงทรงพลังไม่ว่าจะเล่นซ้ำกี่รอบก็ตาม







