ภาพรวม
Thief คือเกมแนว Stealth Action มุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person) ที่พัฒนาโดย Eidos-Montréal และวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 โดยเป็นการนำแฟรนไชส์ระดับตำนานจาก Looking Glass Studios ที่เคยสร้างนิยามใหม่ให้กับเกมแนวลอบเร้นในช่วงปลายยุค 90 กลับมาปัดฝุ่นใหม่ ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Garrett ยอดโจรผู้ปฏิบัติการอยู่ในเมืองสไตล์วิกตอเรียน-โกธิคอันมืดหม่น ที่กำลังเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมือง โรคระบาด และการปกครองด้วยกำปั้นเหล็กของผู้นำที่รู้จักกันในนาม Baron
เนื้อเรื่องพา Garrett เข้าไปอยู่ท่ามกลางการปฏิวัติที่กำลังก่อตัวขึ้น Orion ผู้นำกลุ่มกบฏที่เปรียบเสมือนกระบอกเสียงของประชาชน กำลังรวบรวมชาวเมืองที่ถูกกดขี่ให้ลุกขึ้นสู้กับ Baron's Watch กองกำลังรักษาความปลอดภัยของผู้ปกครอง แม้ Garrett จะไม่ได้ภักดีต่อฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่เหตุการณ์ต่างๆ ก็บีบให้เขาไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้ เนื้อเรื่องมีความดาร์ก ดุดันในบางช่วง และสร้างบรรยากาศได้ดีเยี่ยมตลอดทั้งเกม แม้ว่าจังหวะการเล่าเรื่องจะมีสะดุดไปบ้างก็ตาม

Thief content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจสำคัญของ Thief คือการลอบเร้นที่เน้นเรื่องแสง เสียง และความใจเย็น Garrett ต้องเคลื่อนที่ผ่านเงามืดอย่างเงียบเชียบ สะเดาะกลอน และฉกชิงของมีค่าจากจมูกของเหล่าการ์ดที่เดินตรวจตราตามเส้นทางอย่างระแวดระวัง ฟีเจอร์เด่นของเกมประกอบด้วย:

Thief content image
- Swoop dash เพื่อการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วและเงียบเชียบ
- Focus abilities ที่ช่วยหน่วงเวลาและไฮไลต์วัตถุที่โต้ตอบได้
- ลูกธนูหลากหลายชนิด ทั้งธนูน้ำ ธนูไฟ และธนูเชือก
- Blackjack สำหรับการจัดการศัตรูแบบไม่สังหาร (Non-lethal takedown)
- ปรับแต่งระดับความยากได้เต็มรูปแบบ พร้อมตัวเลือก Challenge modifiers เพิ่มความท้าทาย
ระบบ Focus คือสิ่งที่แบ่งความคิดเห็นของผู้เล่นได้มากที่สุดในสูตรสำเร็จแบบคลาสสิกนี้ มันช่วยให้ Garrett เพิ่มประสาทสัมผัสชั่วคราว ล้วงกระเป๋าได้อย่างแม่นยำ หรือจัดการศัตรูได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับสาย Purist ที่ไม่ชอบระบบนี้ก็สามารถปิดการใช้งานได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดีที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นสาย Hardcore ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ท้าทายใกล้เคียงกับเกมต้นฉบับ
The City คืออะไรและเปิดกว้างแค่ไหน?
The City ทำหน้าที่เป็น Hub world ที่เชื่อมต่อเนื้อเรื่องหลักทั้ง 8 บทของ Thief ระหว่างภารกิจ Garrett สามารถกลับมาเดินบนหลังคาหรือตามตรอกซอกซอยเพื่อรับงานเสริม (Side jobs) ตามหาของสะสม และค้นหาแหล่งซ่อนสมบัติลับ แม้ The City จะไม่ใช่ Open world เต็มรูปแบบ แต่ก็คุ้มค่าแก่การสำรวจ การกระโดดข้ามหลังคาไปมาระหว่างเขต การหาทางลับ และการย่องเบาเข้าไปในบ้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักถือเป็นกิจกรรมที่สนุกและเติมเต็มอรรถรสได้ดีทีเดียว

Thief content image
งานฉาก (Setting) คือจุดแข็งที่สุดของเกมนี้ พื้นถนนหินที่เปียกชื้นจากฝน แสงไฟจากตะเกียงก๊าซที่วูบวาบ เขตที่ถูกกักกันโรคด้วยประตูเหล็ก และเสียงกระซิบของเมืองที่กำลังจะล่มสลาย สร้างบรรยากาศที่หาเกมแนวลอบเร้นอื่นเทียบได้ยาก ทุกสถานที่ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่คฤหาสน์หรูหราของคนรวย ไปจนถึงตึกแถวซอมซ่อที่คนจนเฝ้ารอความตายจากโรคระบาด
งานภาพและเสียง
Thief ใช้ Unreal Engine 3 ซึ่งยังคงดูดีแม้เวลาจะผ่านไปกว่าทศวรรษ งาน Art direction ทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยเน้นไปที่เงามืด แสงสีส้มอบอุ่น และพื้นที่ที่ดูอึดอัดจนทำให้ Garrett ดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับสเกลของเมือง งานออกแบบเสียงนั้นยอดเยี่ยมมาก เสียงฝีเท้าเปลี่ยนไปตามพื้นผิวที่เดิน บทสนทนาของยามเปลี่ยนไปตามสถานะการแจ้งเตือน (Alert states) และเพลงประกอบที่เน้นความตึงเครียดแบบ Low-key โดยไม่รบกวนการเล่น

Thief content image
ผลกระทบและมรดกของเกม
Thief ได้รับคะแนนวิจารณ์แบบผสมผสานในปี 2014 โดยคำวิจารณ์ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ AI ที่ไม่เสถียร เนื้อเรื่องที่แผ่วปลายในองก์สุดท้าย และการถูกนำไปเปรียบเทียบกับไตรภาคต้นฉบับที่หนีไม่พ้น ข้อวิจารณ์เหล่านั้นยังคงเป็นจริง AI บางครั้งก็ดูเพี้ยนๆ เช่น มองเห็น Garrett ผ่านกำแพงหรือไม่ได้ยินเสียงที่ชัดเจน แต่ในฐานะเกม Stealth sandbox ที่มีความยืดหยุ่นในการเล่นสูง บรรยากาศที่ยอดเยี่ยม และเมืองที่น่าสำรวจ Thief ยังคงเป็นเกมแนวลอบเร้นมุมมองบุคคลที่หนึ่งที่คุ้มค่าแก่การลองเล่น ตัวเลือกปรับแต่งความยากที่ให้ผู้เล่นเลือกได้ว่าจะห้ามสังหาร ห้ามใช้ Focus หรือต้องจบด่านในครั้งเดียว ทำให้เกมนี้มี Replay value สูงกว่าที่หลายคนคิด







