ภาพรวม
This War of Mine ฉีกกฎเกมสงครามแบบเดิมๆ ทิ้งไปจนหมดสิ้น แทนที่คุณจะได้สวมบทบาทเป็นทหารที่ออกไปทำภารกิจเท่ๆ คุณกลับต้องมาบริหารจัดการกลุ่มพลเรือนที่หลบซ่อนตัวอยู่ในตึกร้างท่ามกลางสมรภูมิ เพื่อเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ปิดล้อมเมืองที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์การปิดล้อมเมืองซาราเยโว (Siege of Sarajevo) ในช่วงปี 1992 ถึง 1996 ซึ่งความสมจริงที่อ้างอิงจากประวัติศาสตร์นี้เองที่ทำให้ทุกการตัดสินใจของคุณมีน้ำหนักและกดดันยิ่งกว่าเกมไหนๆ ที่เคยเล่นมา
วงจรกลางวัน-กลางคืนคือหัวใจหลักของเกม ช่วงกลางวันคุณต้องเก็บตัวอยู่ในที่พักเพราะมีสไนเปอร์คอยดักยิงคนบนถนน เวลาช่วงนี้คุณต้องใช้ไปกับการคราฟต์ (Crafting) อุปกรณ์ ทำอาหาร ซ่อมแซมที่พัก และคอยเฝ้าดูสภาพจิตใจของเหล่าผู้รอดชีวิตที่ค่อยๆ แย่ลง ส่วนตอนกลางคืน คุณต้องส่งคนออกไป Scavenge หรือออกหาของตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง ซึ่งแต่ละที่ก็มีความเสี่ยงและปัญหาทางศีลธรรมที่แตกต่างกันไป ฟังดูเหมือนเป็นลูปเกมเพลย์ที่เรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันคือความโหดหินที่ไม่มีคำว่าปรานี

This War of Mine content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
ระบบการเอาชีวิตรอดหลักๆ ใน This War of Mine จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความกดดันให้คุณตลอดเวลา:

This War of Mine content image
- ความหิวและความเจ็บป่วยจะค่อยๆ บั่นทอนพลังชีวิตของผู้รอดชีวิต
- การคราฟต์ต้องใช้ทรัพยากรที่หามาได้ ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด
- ผู้รอดชีวิตแต่ละคนมีสกิลเฉพาะตัวที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
- สุขภาพจิตจะดิ่งลงเมื่อเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญ
- สถานที่ออกหาของมีทรัพยากรจำกัดและจะหมดไปอย่างถาวร
สิ่งที่ทำให้เกมเอาชีวิตรอดเกมนี้ต่างจากเกมอื่นคือ "น้ำหนักทางศีลธรรม" ในทุกการกระทำ การขโมยยาจากคู่สามีภรรยาชราที่กำลังป่วยอาจช่วยกลุ่มของคุณได้ในคืนนี้ หรือการรับคนแปลกหน้าเข้ามาในที่พักอาจทำให้คุณต้องเสียอาหารที่หามาได้ยากไป เกมไม่เคยบอกคุณว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะบ่อยครั้งมันไม่มีคำตอบที่ถูกเลย ผู้รอดชีวิตอาจมีอาการซึมเศร้า สติแตก หรือบางคนก็อาจจะถอดใจไปดื้อๆ การบริหารจัดการค่า Morale (ขวัญกำลังใจ) จึงสำคัญไม่แพ้การบริหารแคลอรีเลยทีเดียว
ทำไมระบบการตัดสินใจทางศีลธรรมถึงได้ผล?
ระบบการตัดสินใจในเกมนี้ทรงพลังเพราะมันไม่ได้ยัดเยียดทางเลือกแบบ "ดี" หรือ "ชั่ว" มาให้คุณเลือกในเมนู คุณเจอคู่ตายายในบ้าน พวกเขามียา และตัวละครของคุณกำลังป่วย เกมไม่มีคะแนนศีลธรรมมาคอยตัดสินคุณ มันแค่ปล่อยให้คุณเลือกว่าจะขโมยยาหรือไม่ แล้วแสดงผลลัพธ์ที่ตามมาให้คุณเห็น ผู้รอดชีวิตจะแสดงปฏิกิริยาออกมา พวกเขาจะเขียนบันทึกประจำวัน หรือปฏิเสธที่จะออกไปหาของอีก ผลตอบรับเหล่านี้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่ตัวเลข และความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ นี่เองที่ทำให้ This War of Mine มอบประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเกมแนววางแผนเอาชีวิตรอดเกมอื่นๆ

This War of Mine content image
โลกและบรรยากาศในเกม
งานภาพของเกมช่วยเสริมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ภาพสไตล์ถ่านวาด (Charcoal-sketch) และโทนสีที่หม่นหมองเปลี่ยนเมืองที่ล่มสลายให้ดูเหมือนภาพประกอบในสารคดีสงคราม ส่วนงานเสียงก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ทั้งเสียงปืนที่ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ เสียงฝนตกกระทบหน้าต่างที่แตกละเอียด หรือความเงียบสงัดในที่พักตอนตี 3 ที่ทุกคนกำลังหลับใหล และคุณต้องตัดสินใจว่าใครจะเป็นคนออกไปเสี่ยงในคืนนี้
ตัวเกมเวอร์ชัน Complete Edition ซึ่งวางจำหน่ายทั้งบน PC, คอนโซล และแพลตฟอร์มมือถือ ได้รวมเอา DLC ทั้งหมดที่เคยปล่อยออกมาไว้ด้วย รวมถึง The Little Ones ที่เพิ่มตัวละครเด็กเข้ามา ซึ่งช่วยเพิ่มมิติของสัญชาตญาณการปกป้องเข้ามาในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ตึงเครียดอยู่แล้ว แต่ละภาคเสริมจะเพิ่มสถานการณ์และเรื่องราวของผู้รอดชีวิตใหม่ๆ เข้ามาโดยไม่ทำลายหัวใจหลักของเกม
อิทธิพลและตำนานของเกม
This War of Mine ได้รับการยอมรับจนถึงขั้นถูกนำไปใช้เป็นสื่อการสอนในหลักสูตรโรงเรียนที่ประเทศโปแลนด์ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ของพลเรือนในช่วงสงคราม ซึ่งเป็นเกียรติที่เกมไม่กี่เกมจะได้รับ ตัวเกมยังคงได้รับคะแนนรีวิวที่สูงมากบน PlayStation Store ด้วยคะแนนเฉลี่ย 4.35 จาก 5 ดาว จากผู้รีวิวกว่า 3,000 คน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเกมนี้ยังคงความยอดเยี่ยมและทรงคุณค่ามานานกว่าทศวรรษ

This War of Mine content image
สำหรับเกมเมอร์ที่กำลังมองหาเกมแนวเอาชีวิตรอดที่ให้เกียรติผู้เล่นและตั้งคำถามที่แท้จริงเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์ต้องทำภายใต้ความกดดันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ This War of Mine ยังคงเป็นหนึ่งในคำตอบที่ชัดเจนและดีที่สุดเท่าที่วงการเกมเคยสร้างมา


