Overview
วางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2013 โดย Tomb Raider คือการยกเครื่องใหม่หมดจดของ Crystal Dynamics ที่เล่าจุดกำเนิดของ Lara Croft เสียใหม่ ลืมภาพลักษณ์นักผจญภัยสาวสุดมั่นที่ควงปืนคู่จากภาคดั้งเดิมไปได้เลย เพราะในภาคนี้เราจะได้พบกับหญิงสาวที่ทั้งหวาดกลัวแต่ก็เต็มไปด้วยไหวพริบ เธอต้องเผชิญกับเหตุการณ์เรืออับปางบนเกาะ Yamatai และต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพื่อกลับไปสู่ความเป็นมนุษย์อีกครั้ง การปรับเปลี่ยนโทนของเกมในครั้งนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีเยี่ยมและประสบความสำเร็จอย่างมาก จนกลายเป็นหนึ่งในเกมแนว action-adventure ที่ถ่ายทอดพัฒนาการตัวละครออกมาได้น่าติดตามที่สุด
เนื้อเรื่องเริ่มต้นขึ้นบนเรือวิจัย Endurance ที่ซึ่ง Lara และลูกเรือออกเดินทางไปยัง Dragon's Triangle ทางตะวันออกของญี่ปุ่นเพื่อตามหาอาณาจักรที่สาบสูญอย่าง Yamatai แต่แล้วพายุร้ายก็ทำลายเรือจนทำให้เหล่าผู้รอดชีวิตต้องกระจัดกระจายไปทั่วเกาะลึกลับที่ถูกควบคุมโดยลัทธิคลั่งอย่าง Solarii Brotherhood สิ่งที่ตามมาคือการเดินทางที่ดุเดือดและโหดร้ายผ่านซากปรักหักพังโบราณ บังเกอร์ทหาร และชายฝั่งที่ถูกพายุซัดกระหน่ำ ในขณะที่ Lara ต้องต่อสู้เพื่อช่วยชีวิต Sam เพื่อนรักของเธอ พร้อมกับเปิดโปงความลับเหนือธรรมชาติของเกาะที่ผูกปมไว้กับตำนานของ Sun Queen Himiko
Gameplay and mechanics
Tomb Raider วางโครงสร้าง Core loop ไว้บน 3 เสาหลักที่ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว:

- การสำรวจ (Exploration) และการเดินทางข้ามผ่านเกาะแบบ semi-open world
- ระบบต่อสู้มุมมองบุคคลที่สาม (Third-person) ที่เน้นการเข้าที่กำบัง (Cover-based) โดยใช้ธนูและอาวุธปืน
- การแก้ปริศนา (Puzzle-solving) ตามสภาพแวดล้อมที่ผูกเข้ากับการเอาชีวิตรอดและการดำเนินเนื้อเรื่อง
- ระบบอัปเกรด Skill tree ที่ได้มาจากการเก็บ XP และเศษซากวัสดุ (Salvage)
- ห้องปริศนาในสุสาน (Tomb challenge rooms) ที่เป็นทางเลือกเสริมแต่ให้รางวัลสุดคุ้มค่า
ธนูถือเป็นอาวุธหลักในช่วงต้นเกม จากเครื่องมือเอาตัวรอดธรรมดาๆ มันจะค่อยๆ พัฒนาเป็นอาวุธที่มีความแม่นยำสูงเมื่อ Lara อัปเกรดด้วยวัสดุที่เก็บได้ ระบบต่อสู้เน้นไปที่ความกดดันจากการเป็นฝ่ายเสียเปรียบเรื่องอาวุธ บีบให้ผู้เล่นต้องใช้การลอบสังหาร (Stealth takedowns) และการหาตำแหน่งยืนที่เหมาะสม แทนที่จะบุกตะลุยแบบ run-and-gun แม้ระบบ cover shooter จะไม่ได้ซับซ้อนที่สุด แต่ก็ตอบโจทย์โทนของเกมได้เป็นอย่างดี

ระบบการเคลื่อนที่ (Traversal) ถือว่าทำได้โดดเด่นมาก Lara เคลื่อนที่ผ่านสภาพแวดล้อมด้วยท่าทางที่ดูสมจริง ไม่ใช่ยอดมนุษย์ เธอปีนป่ายขอบหน้าผา ไถลตัวลงเนินโคลน และสะดุ้งเมื่อถูกยิง ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกเปราะบางของตัวละครได้เป็นอย่างดี ตัวเกาะถูกออกแบบให้เป็นโซนที่เชื่อมต่อกัน การย้อนกลับไปสำรวจพื้นที่เดิมด้วยอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่เพิ่งได้รับมาช่วยให้จังหวะการเล่น (Progression) มีความสนุกและน่าพอใจ
World and setting
Yamatai เป็นหนึ่งในสภาพแวดล้อมแบบ open world ที่ออกแบบมาได้ดีที่สุดในยุคนั้น เกาะแห่งนี้มีการสลับเปลี่ยนบรรยากาศไปมา ทั้งถ้ำที่อึดอัด ซากปรักหักพังริมชายฝั่งที่แดดส่อง ป้อมปราการ Solarii ที่ชุ่มไปด้วยฝน และภายในอารามโบราณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายตำนานญี่ปุ่น แต่ละโซนมีเอกลักษณ์ทางภาพที่ชัดเจนแต่ยังคงความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเกาะเดียวกันได้อย่างลงตัว

ตำนานที่อยู่เบื้องหลังเนื้อเรื่อง ซึ่งเน้นไปที่พิธีกรรมถ่ายโอนวิญญาณของ Himiko และพายุเหนือธรรมชาติที่กักขังทุกคนไว้บนเกาะ ทำให้การตั้งค่าของเกมมีเดิมพันที่มากกว่าแค่ภารกิจช่วยเหลือทั่วไป เหล่านักรบ Oni ที่คอยปกป้องอารามยังเพิ่มการเผชิญหน้าแบบเหนือธรรมชาติที่คาดไม่ถึงในช่วงท้ายเกม ซึ่งเป็นการปิดฉากความลึกลับที่ปูมาตลอดทั้งแคมเปญได้อย่างสมบูรณ์

Impact and legacy
Tomb Raider ได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกอย่างล้นหลามเมื่อวางจำหน่าย และทำยอดขายไปได้กว่า 3.4 ล้านชุดในเดือนแรก จนกลายเป็นหนึ่งในเกมที่ขายดีที่สุดของ Square Enix การรีบูตครั้งนี้ได้สร้างแม่แบบให้กับไตรภาค Survivor ทั้งหมด ซึ่งดำเนินต่อมาใน Rise of the Tomb Raider และ Shadow of the Tomb Raider ฉากปืนคู่ในช่วงไคลแมกซ์ที่ Lara จัดการ Mathias ด้วยปืนของเขาเอง เป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual storytelling) เล็กๆ ที่เชื่อมโยงตัวละครเวอร์ชันรีบูตเข้ากับภาพจำดั้งเดิมได้อย่างแยบยล
สำหรับ Definitive Edition ที่วางจำหน่ายในปี 2014 ได้นำเกมมาลงบน PS4 และ Xbox One พร้อมอัปเกรดกราฟิกและรวม DLC ทั้งหมดไว้ ซึ่งปัจจุบันเกมยังคงหาเล่นได้ทั้งบน PC, คอนโซลยุคปัจจุบัน, Nintendo Switch, iOS และ Android หากใครอยากเข้าใจว่าเกมแนว action-adventure ยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเล่าจุดกำเนิดตัวละครอย่างไร เกมนี้ยังคงเป็นมาตรฐานชั้นดีที่ควรค่าแก่การลองเล่น






