ภาพรวม
Trine 2: Complete Story คือเกมแนว Side-scrolling Puzzle Platformer ที่พัฒนาและจัดจำหน่ายโดย Frozenbyte ซึ่งวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2013 โดยเวอร์ชัน Complete Story นี้ได้รวมเอาตัวเกมหลักเข้ากับภาคเสริม Goblin Menace และด่านโบนัส Dwarven Caverns ทำให้กลายเป็นเวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบที่สุดของเกมนี้ ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นฮีโร่ 3 คนที่ใช้แถบพลังชีวิตร่วมกันผ่านวัตถุเวทมนตร์ที่เรียกว่า Trine โดยผู้เล่นสามารถสลับตัวละครไปมาได้อย่างอิสระ หรือจะแบ่งบทบาทกันเล่นในโหมด Co-op สูงสุดถึง 3 คนก็ได้
ระบบฟิสิกส์คือหัวใจสำคัญของเกมนี้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อกล่อง การโหนเชือก การเอียงของแพลตฟอร์มตามน้ำหนัก หรือการไหลของน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้เปิดโอกาสให้เราแก้ปริศนาด้วยวิธีที่คาดไม่ถึง Frozenbyte ออกแบบปริศนามาให้มีความยืดหยุ่นสูงจนผู้เล่นสองคนสามารถผ่านด่านเดียวกันได้ด้วยวิธีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้การเล่นโหมด Co-op มีความสนุกและได้ใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา
ตัวละครทั้ง 3 มีความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่น: Wizard สามารถเสกกล่อง แผ่นไม้ และใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุ, Knight ใช้ค้อนในการโจมตีและใช้โล่เพื่อสะท้อนการโจมตีจากศัตรู ส่วน Thief ใช้ตะขอเกี่ยว (Grappling hook) และยิงธนูใส่ศัตรู หากเล่นคนเดียว ผู้เล่นจะต้องสลับตัวละครไปมา แต่ถ้าเล่นแบบ 3 คน ทุกคนจะต้องรับบทบาทของตัวเองและสื่อสารกันเพื่อให้ผ่านปริศนาไปได้

Trine 2: Complete Story content image
เกมเพลย์และระบบการเล่น
หัวใจหลักของเกมคือการผสมผสานความสามารถของตัวละครเข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อผ่านด่านที่มีดีไซน์แบบเส้นตรงแต่เปิดกว้างให้ผู้เล่นได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์:

Trine 2: Complete Story content image
- เสกแพลตฟอร์มเพื่อข้ามช่องว่าง
- ใช้ตะขอเกี่ยวเพื่อขึ้นไปยังที่สูง
- ต่อวัตถุตามหลักฟิสิกส์เพื่อกดสวิตช์
- ใช้โล่ของ Knight สะท้อนการโจมตี
- ผสมผสานความสามารถเพื่อค้นหาเส้นทางลับ

Trine 2: Complete Story content image
ปริศนาในเกมแทบไม่มีคำตอบที่ตายตัว ทำให้เกมยังคงความสดใหม่แม้จะกลับมาเล่นซ้ำ ภาคเสริม Goblin Menace ที่รวมอยู่ในเวอร์ชัน Complete Story ยังเพิ่มเนื้อหาอีกหลายชั่วโมง พร้อมศัตรูประเภทใหม่และความท้าทายด้านฟิสิกส์ที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะรีดเค้นความสามารถของตัวละครทั้ง 3 ออกมาจนถึงขีดสุด
งานภาพและเสียง
Trine 2 เป็นหนึ่งในเกม 2D ที่งานภาพสวยที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา งานอาร์ตสไตล์นิทานภาพนั้นโดดเด่นมาก ไม่ว่าจะเป็นป่าเห็ดเรืองแสง ซากปรักหักพังที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือถ้ำน้ำแข็งที่ส่องสว่างด้วยคริสตัล ทุกด่านมีโทนสีและบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ ฉากหลังถูกวาดออกมาอย่างละเอียดจนบางครั้งคุณอาจต้องหยุดเดินเพื่อชื่นชมความงามราวกับกำลังดูภาพวาดในหนังสือ

Trine 2: Complete Story content image
ดนตรีประกอบโดย Ari Pulkkinen นั้นเข้ากับงานภาพได้อย่างไร้ที่ติ เพลงแนวออเคสตราที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์จากการผจญภัยที่น่าตื่นตาไปสู่ความตึงเครียดในการต่อสู้ได้อย่างลื่นไหล การบรรยายเรื่องราวในสไตล์นิทานก่อนนอนอาจฟังดูแปลก แต่กลับเข้ากับตัวเกมได้อย่างน่าประหลาดจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของเกมนี้ไปแล้ว
โหมดผู้เล่นหลายคนและฟีเจอร์ทางสังคม
Trine 2 รองรับผู้เล่นสูงสุด 3 คนทั้งในรูปแบบ Local และ Online Co-op โดยเวอร์ชัน Complete Story บน PlayStation 4 ได้รับคะแนนรีวิวสูงถึง 4.38 ดาวจากผู้เล่นกว่า 54,000 คน ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าประสบการณ์การเล่นแบบ Co-op นั้นยังคงยอดเยี่ยมแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ตัวเกมมีการปรับความยากของปริศนาตามจำนวนผู้เล่น แต่ถ้าเล่นพร้อมกัน 3 คน วิธีการแก้ปริศนาจะมีความโกลาหลและมักจะสนุกกว่าการเล่นตามวิธีที่เกมตั้งใจไว้
สำหรับการเล่นคนเดียวก็ยังคงได้รับประสบการณ์ที่ครบถ้วน ไม่ใช่เวอร์ชันที่ถูกตัดทอนแต่อย่างใด การที่สามารถสลับตัวละครทั้ง 3 ได้อย่างอิสระทำให้ผู้เล่นไม่ต้องเจอกับทางตันที่ต้องพึ่งพาคนอื่น และระบบฟิสิกส์ของเกมก็ยังคงมอบความสนุกได้เต็มที่แม้จะเล่นเพียงลำพัง
เนื้อหาและความคุ้มค่าในการเล่นซ้ำ
เวอร์ชัน Complete Story คือแพ็กเกจที่สมบูรณ์ที่สุดของ Trine 2 ทั้งแคมเปญหลัก ภาคเสริม Goblin Menace และด่าน Dwarven Caverns ถือเป็นเนื้อหาที่จุใจมากสำหรับเกมแนว Puzzle Platformer ของยุคนี้ ของสะสมที่ซ่อนอยู่ตามด่านต่างๆ รวมถึงดีไซน์แบบเปิดกว้างของระบบฟิสิกส์ ทำให้เหล่านักทำ Speedrun และผู้เล่นสายเก็บครบ (Completionists) มีเหตุผลให้กลับมาเล่นซ้ำอยู่เสมอ สำหรับใครที่กำลังมองหาเกมแนว Co-op Platformer ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์มากกว่าการจำรูปแบบการเล่น Trine 2 ยังคงเป็นเกมที่น่าเล่นมากแม้เวลาจะผ่านไปกว่าหนึ่งทศวรรษแล้วก็ตาม







