ภาพรวม
Uncharted 3: Drake's Deception วางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2011 โดย Naughty Dog บนเครื่อง PlayStation 3 บอกเล่าเรื่องราวของนักล่าสมบัติ Nathan Drake และอาจารย์ของเขา Victor Sullivan ที่ออกตามหาตำนานของ Iram of the Pillars เมืองในตำนานที่ถูกฝังอยู่ใต้ทะเลทรายอาระเบีย ตัวร้ายอย่าง Katherine Marlowe ผู้นำกลุ่มองค์กรลับที่ตามล่าสมบัติชิ้นเดียวกันนี้มานานหลายทศวรรษ และความสัมพันธ์ในอดีตของเธอกับตระกูลของ Drake ก็ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้มีความเป็นส่วนตัวและเข้มข้นขึ้นกว่าภาคไหนๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือเกมแนว Action-Adventure มุมมองบุคคลที่สาม (Third-person) ที่ผสมผสานระบบ Cover-based shooting (การยิงโดยใช้ที่กำบัง), การต่อสู้ระยะประชิด (Hand-to-hand combat) และการปีนป่ายสำรวจฉาก (Environmental platforming) ในสถานที่ที่หลากหลายที่สุดเท่าที่ซีรีส์นี้เคยทำมา
เนื้อเรื่องเปิดฉากด้วยเหตุการณ์ย้อนอดีต (Flashback) ที่ทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ของ Drake และ Sully มากขึ้น โดยเผยให้เห็น Nate ในวัยรุ่นที่พยายามล้วงกระเป๋า Sully ใน Cartagena ก่อนที่ทั้งคู่จะกลายเป็นคู่หูสุดแสบ การเลือกเล่าเรื่องแบบนี้ส่งผลดีตลอดทั้งแคมเปญ เพราะเกมจะคอยตัดสลับกลับมาให้เห็นว่าทำไมตัวละครเหล่านี้ถึงยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อกันและกันได้ขนาดนี้ Nolan North และ Richard McGonagle ถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติ ซึ่งหาได้ยากมากในเกมแนวนี้

เกมเพลย์และระบบการเล่น
Core loop (วงจรหลัก) ของ Uncharted 3 จะให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยสำหรับใครที่เคยเล่นสองภาคแรกมา แต่ Naughty Dog ได้ปรับปรุงระบบหลายอย่างให้กระชับขึ้น Drake จะเคลื่อนที่ผ่านฉากในมุมมองบุคคลที่สาม ใช้ที่กำบังระดับเอวเพื่อจัดการกับการดวลปืน ปีนป่ายตามจุดต่างๆ เพื่อสำรวจพื้นที่แนวตั้ง และไขปริศนาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อดำเนินเนื้อเรื่อง ระบบการต่อสู้ระยะประชิดได้รับการยกเครื่องใหม่ โดยเพิ่มระบบ Counter-attack (การสวนกลับ) ตามสถานการณ์ที่ช่วยให้ Drake สามารถใช้สิ่งของรอบตัวหรือสภาพแวดล้อมมาจัดการศัตรูได้กลางวงตะลุมบอน

ระบบหลักๆ ในแคมเปญประกอบด้วย:
- ระบบ Cover-based shooting พร้อมการเก็บอาวุธตามฉาก
- การเคลื่อนที่แบบ Freerunning และการปีนป่ายตามขอบหน้าผา
- ระบบ Melee และ Counter ที่ตอบสนองตามสถานการณ์
- การไขปริศนาตามสภาพแวดล้อม
- การลอบเร้น (Stealth takedowns) ในบางจุดของเกม
ตัวเกมยังแนะนำโหมด Fortune Hunter ที่ซ่อนสมบัติไว้ตามบทต่างๆ เพื่อเป็นรางวัลให้ผู้เล่นที่ชอบสำรวจอย่างละเอียด โดยจะปลดล็อกของตกแต่ง (Cosmetic) และข้อมูลสะสมที่เชื่อมโยงกับสมุดบันทึกของ Drake
โลกและบรรยากาศในเกม
Uncharted 3 พาผู้เล่นเดินทางไปไกลกว่าภาคก่อนๆ แคมเปญจะพาเราไปตั้งแต่ผับในลอนดอน, ปราสาทในฝรั่งเศส, เรือสำราญที่กำลังไฟไหม้กลางมหาสมุทรแอตแลนติก, ถนนใน Cartagena ช่วงย้อนอดีต, เมืองในเยเมน และปิดท้ายที่ทะเลทราย Rub' al Khali สภาพแวดล้อมแต่ละแห่งถูกออกแบบมาให้มี Set piece (ฉากเหตุการณ์สำคัญ) ที่โดดเด่นประจำบทนั้นๆ และทีม Level designers ของ Naughty Dog ก็ใช้จังหวะเหล่านี้รีดประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ PlayStation 3 ออกมาได้มากกว่า Uncharted 2 อย่างเห็นได้ชัด

ฉากทะเลทรายในช่วงท้ายเกมถือเป็นช่วงที่น่าจดจำที่สุด Drake ต้องเดินโซเซผ่านเนินทรายในสภาพที่หลอนจนแยกไม่ออกว่าจริงหรือฝัน เกมลดจังหวะความมันส์แบบปกติลงเพื่อสร้างบรรยากาศแบบ Survival crawl (การเอาตัวรอด) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนโทนที่อาจจะดูขัดใจในเกมที่เขียนบทมาไม่ดีพอ แต่สำหรับเกมนี้ มันเป็นจังหวะที่นิ่งและลึกซึ้งที่ปูมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
โหมดมัลติเพลเยอร์และฟีเจอร์สังคม
Uncharted 3 มาพร้อมกับโหมดมัลติเพลเยอร์ทั้งแบบ Competitive (แข่งขัน) และ Cooperative (ร่วมมือ) ที่ต่อยอดมาจากพื้นฐานของ Uncharted 2 โหมดแข่งขันประกอบด้วย Team Deathmatch, Plunder (โหมดชิงธง) และ Free-for-All ส่วนโหมดร่วมมือก็มี Survival (โหมด Horde) และภารกิจ Adventure แบบ Co-op แยกต่างหากจากเนื้อเรื่องหลัก
ระบบ Tier (ระดับ) ในมัลติเพลเยอร์จะคอยเก็บค่าประสบการณ์จากการเล่น เพื่อปลดล็อก Character skins, Boosters และ Weapon mods ต่างๆ Naughty Dog ยังคอยอัปเดตโหมดนี้หลังเกมวางจำหน่ายด้วยการเพิ่มแมพและปรับสมดุล โดยรันบน Dedicated servers ผ่านโครงสร้างพื้นฐานของ PlayStation Network ในยุคนั้น สำหรับเกมที่เน้น Single-player เป็นหลัก โหมดออนไลน์ถือว่าจัดเต็มมากและทำให้เกมมีอายุการเล่นที่ยาวนานกว่าแค่การเคลียร์เนื้อเรื่องจบ

ผลกระทบและตำนานของเกม
Uncharted 3 วางจำหน่ายในช่วงที่เกมแนว Cinematic action-adventure ต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่ Uncharted 2 สร้างไว้ในปี 2009 และคำตอบของ Naughty Dog คือการสร้างสิ่งที่เน้นความเป็นส่วนตัวของตัวละครมากกว่าแค่ความอลังการ เกมได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ โดยเฉพาะในด้าน Production values, การพากย์เสียง และฉากย้อนอดีตที่ Cartagena ซึ่งถือเป็นจุดเด่นในการเล่าเรื่อง เกมนี้ยังคงเป็นหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จทางเทคนิคที่สุดบน PlayStation 3 และเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ The Last of Us ซึ่ง Naughty Dog ปล่อยออกมาหลังจากนั้นไม่ถึงสองปี












