ภาพรวม
Wolfenstein พัฒนาโดย Raven Software และจัดจำหน่ายโดย Activision เป็นเกมแนวเดินหน้ายิง (First-person shooter) ที่จะพาผู้เล่นเข้าสู่เมืองสมมติอย่าง Isenstadt ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเราจะได้รับบทเป็น B.J. Blazkowicz ที่ต้องปลอมตัวเป็นพลเรือนเพื่อเข้าไปชิง Thule Medallion และขัดขวางไม่ให้พวกนาซีเข้าถึงมิติ Black Sun ซึ่งเป็นมิติคู่ขนานที่พวกมันหวังจะใช้ประโยชน์จากผลึกหายากที่เรียกว่า Nachtsonne เนื้อเรื่องที่เข้มข้นและกลิ่นอายของความลึกลับเหนือธรรมชาติทำให้เกมนี้โดดเด่นและแตกต่างจากเกมยิงธีมสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั่วไป
พวกนาซีได้ประกาศกฎอัยการศึกในเมือง Isenstadt ทำให้เมืองนี้กลายเป็นทั้งสมรภูมิรบและศูนย์กลางในการสืบหาความลับเบื้องหลังแผนการร้าย การผสมผสานระหว่างอาวุธสงครามโลกครั้งที่ 2 ของจริงกับพลังข้ามมิติสุดล้ำ ทำให้แอ็กชันในเกมมีความสดใหม่ ไม่ซ้ำซากจำเจเหมือนเกมย้อนยุคทั่วไป
ระบบเกมเพลย์และกลไกต่างๆ
หัวใจหลักของ Wolfenstein คือเกมเพลย์แบบวิ่งยิง (Run-and-gun) ที่แฟนซีรีส์นี้คุ้นเคยกันดี ผู้เล่นจะต้องฝ่าดงทหารนาซีโดยใช้อาวุธปืนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ของจริง ไม่ว่าจะเป็นปืนกลเบา MP40 หรือปืนไรเฟิล K98 ซึ่งอาวุธที่มีให้เลือกนั้นครอบคลุมคลังแสงตามประวัติศาสตร์ ทำให้การดวลปืนยังคงความสมจริงเอาไว้ได้ แม้ว่าเนื้อหาในเกมจะเน้นไปที่เรื่องเหนือธรรมชาติก็ตาม

Wolfenstein content image
กลไกเกมเพลย์ที่สำคัญประกอบด้วย:
- Veil sight สำหรับตรวจจับศัตรูที่ซ่อนตัว
- ความสามารถในการหน่วงเวลา (Time-slowing) เพื่อการยิงที่แม่นยำ
- โล่พลังงาน (Protective shield) สำหรับรับดาเมจหนักๆ
- การเพิ่มพลังโจมตี (Strength augmentation) เพื่อทำดาเมจที่รุนแรงขึ้น
- การจัดการพลังงาน Veil ตามจุดเติมพลัง (Power-spots)
ระบบเหรียญตรา (Medallion system) คือสิ่งที่ทำให้ Wolfenstein แตกต่างจากเกมยิงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกมอื่น พลัง Veil ทั้ง 4 รูปแบบจะใช้เกจพลังงานร่วมกัน ซึ่งจะลดลงเมื่อใช้งานและสามารถเติมได้เฉพาะที่จุด Power-spots เท่านั้น ซึ่งจุดเหล่านี้จะมองไม่เห็นหากไม่ได้อยู่ในมิติ Veil สิ่งนี้สร้างชั้นเชิงในการบริหารจัดการทรัพยากร ทำให้ผู้เล่นต้องคิดให้ดีก่อนจะกดใช้พลัง ไม่ใช่แค่กดใช้พร่ำเพรื่อ

Wolfenstein content image
Veil คืออะไรและเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้อย่างไร?
Veil คือมิติคู่ขนานที่ Blazkowicz สามารถเข้าไปได้โดยใช้ Thule Medallion การก้าวเข้าสู่มิตินี้จะช่วยให้มองเห็นศัตรูผ่านกำแพง เปลี่ยนสิ่งมีชีวิตที่บินได้ให้กลายเป็นระเบิดนำวิถี และปลดล็อกพลังที่สูงขึ้นเมื่อเล่นไปเรื่อยๆ ในช่วงแรกการเข้าถึง Veil จะจำกัดอยู่แค่การรับรู้พื้นฐานและการใช้ระเบิดสิ่งมีชีวิต แต่ความสามารถในภายหลัง เช่น การหน่วงเวลาและการกางโล่ป้องกัน จะช่วยเปิดทางเลือกเชิงกลยุทธ์ในการรับมือกับศัตรูประเภทที่โหดขึ้นเรื่อยๆ
ความหลากหลายของศัตรูได้รับอานิสงส์โดยตรงจากระบบนี้ ทหารนาซีทั่วไปอาจรับมือได้ง่ายด้วยอาวุธปกติ แต่เกมยังมีศัตรูระดับนินจาและภัยคุกคามเหนือธรรมชาติอื่นๆ ที่บีบให้ผู้เล่นต้องใช้พลัง Veil อย่างมีกลยุทธ์ แทนที่จะมองว่าเป็นแค่ลูกเล่นเสริมสวยงาม

Wolfenstein content image
โลกและฉากหลังของเกม
Isenstadt เป็นฉากหลังที่กะทัดรัดแต่มีฟังก์ชันครบครัน ซึ่งช่วยให้องค์ประกอบที่หลุดโลกของเกมดูสมจริงขึ้น การยึดครองของนาซีสร้างความตึงเครียดในสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา และการขุดค้นผลึก Nachtsonne ก็เป็นเหตุผลที่ชัดเจนในเชิงเนื้อเรื่องว่าทำไมเมืองนี้ถึงสำคัญ ไม่ใช่แค่สมรภูมิรบทั่วไป มิติ Black Sun เองก็ทำหน้าที่เป็นทั้งจุดดำเนินเรื่อง (MacGuffin) และเป็นภาพตัดกับถนนหนทางในเมืองที่ดูหม่นหมองในช่วงสงคราม
การที่ Blazkowicz ต้องปลอมตัวเป็นพลเรือน ซึ่งต่างจากชุดทหารที่เขาเคยใส่ตามปกติ ช่วยเพิ่มบรรยากาศที่น่าสนใจและได้ผลดี มันสื่อให้เห็นว่าภารกิจนี้อยู่นอกเหนือช่องทางปกติ ซึ่งเข้ากับโทนการสืบสวนและตามล่าวัตถุโบราณที่เนื้อเรื่องรักษาไว้ได้ตลอดทั้งเกม
อิทธิพลและตำนานของเกม
Wolfenstein อยู่ในจุดที่น่าสนใจของประวัติศาสตร์แฟรนไชส์นี้ เกมนี้วางจำหน่ายหลังจาก Return to Castle Wolfenstein และก่อนการรีบูตของ MachineGames ที่เริ่มด้วย Wolfenstein: The New Order ในปี 2014 ผลงานของ Raven Software นี้ช่วยรักษาซีรีส์นี้ไว้ในช่วงรอยต่อ โดยยังคงการผสมผสานระหว่างการยิงปืนในธีมสงครามโลกครั้งที่ 2 และการเล่าเรื่องแนวลึกลับเหนือธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์เอาไว้ แม้ระบบ Veil จะไม่ได้ถูกนำไปใช้ในเกมอื่นอย่างแพร่หลาย แต่มันก็เป็นความพยายามที่แท้จริงในการพัฒนาองค์ประกอบเหนือธรรมชาติที่ดำเนินมาตั้งแต่ภาคแรกๆ สำหรับผู้เล่นที่ต้องการเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งในธีมสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีความเหนือธรรมชาติและระบบจัดการพลังงานที่ท้าทาย เกมนี้ยังคงเป็นผลงานที่โดดเด่นในแนวเกมนี้

Wolfenstein content image



