ภาพรวม
Burnout Revenge พัฒนาโดย Criterion Games และจัดจำหน่ายโดย Electronic Arts ในเดือนกันยายน 2005 เกมนี้ได้ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของเกมแข่งรถทั่วไปทิ้งไปจนหมดสิ้น นี่ไม่ใช่เกมที่เน้นการขับสวยๆ หรือการเบรกอย่างระมัดระวัง แต่คู่แข่งคือเป้าหมาย รถบนถนนคืออาวุธ และเกจ Boost (บูสต์) จะให้รางวัลแก่ผู้เล่นที่ทำทุกอย่างที่กฎจราจรห้ามไว้ทั้งหมด
ตัวเกมมีอีเวนต์ให้เล่นถึง 169 รายการ แบ่งออกเป็น 11 ระดับ กระจายอยู่ทั่ว 3 ทวีป ผู้เล่นจะต้องไต่เต้าผ่านโหมด World Tour โดยการทำภารกิจต่างๆ ตั้งแต่การแข่ง Circuit (เซอร์กิต) มาตรฐาน ไปจนถึงโหมดสุดโกลาหลที่การเอาชีวิตรอดกลายเป็นเรื่องรอง ด้วยรถที่มีให้เลือกถึง 77 คัน ทำให้การเล่นมีความต่อเนื่องและสนุกโดยไม่รู้สึกเหมือนต้องมานั่งไล่เก็บ Checklist ให้เสียเวลา

ระบบเกมเพลย์: อะไรที่ทำให้ Burnout Revenge แตกต่างจากเกมแข่งรถอื่น?
จุดเด่นที่สุดที่เพิ่มเข้ามาใน Burnout Revenge คือระบบ Traffic Checking (การกระแทกรถจราจร) ในภาคก่อนๆ รถของชาวบ้านคือสิ่งกีดขวางที่ต้องหลบ แต่ในภาคนี้ รถขนาดเล็กและขนาดกลางที่วิ่งไปในทิศทางเดียวกันสามารถถูกกระแทกให้พุ่งไปชนคู่แข่งได้ เปลี่ยนทุกถนนที่การจราจรหนาแน่นให้กลายเป็นโอกาสในการทำ Traffic Takedown (การทำลายคู่แข่งโดยใช้รถจราจร) ซึ่งเปลี่ยนวิธีที่ผู้เล่นอ่านเกมในสนามไปอย่างสิ้นเชิง
กลไกหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของทุกการแข่งขัน:
- Traffic checking เพื่อเปลี่ยนรถชาวบ้านให้เป็นอาวุธ
- Takedown (การอัดคู่แข่งให้พัง) เพื่อเติมและขยายเกจ Boost
- Revenge Takedown (การล้างแค้น) ที่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เล่นถูกคู่แข่งอัดจนพัง
- Crashbreaker (การระเบิดรถ) ระหว่างอีเวนต์ Crash
- Boost ที่สร้างได้จากการ Drift (ดริฟต์), การจี้ท้ายรถคันหน้า และการขับสวนเลน
ระบบ Takedown คือกระดูกสันหลังของเกมนี้ การอัดคู่แข่งให้พังไม่ใช่แค่การกำจัดศัตรู แต่มันยังช่วยขยายเกจ Boost และเติมให้เต็มทันที สร้าง Feedback Loop ที่ความดุดันจะทำให้คุณเร็วขึ้น และความเร็วที่มากขึ้นก็จะสร้างโอกาสในการโจมตีได้อีก ส่วนระบบ Revenge Takedown จะเพิ่มความสำคัญในการเล็งเป้าหมาย โดยจะมีลูกศรสีแดงชี้บอกตำแหน่งคู่แข่งที่เพิ่งอัดเราไป
โหมดเกมและความลึกของเนื้อหา

Burnout Revenge มีความหลากหลายของโหมดการเล่นมากกว่าเกมแข่งรถส่วนใหญ่ โหมด Road Rage จะให้ผู้เล่นทำลายรถคู่แข่งให้ได้มากที่สุดก่อนหมดเวลาหรือรถพัง โหมด Eliminator จะคัดคนที่อยู่อันดับสุดท้ายออกทุกๆ 30 วินาทีด้วยการระเบิดรถทิ้ง ส่วน Burning Lap คือโหมด Time Attack (แข่งกับเวลา) ที่ไม่มีอะไรมารบกวน และโหมด Crash ที่จะทิ้งผู้เล่นไว้กลางทางแยกโดยมีเป้าหมายเดียวคือ ทำคะแนน Crash Dollars ให้ได้มากที่สุดผ่านการสร้างอุบัติเหตุต่อเนื่อง
โหมด Crash ยังขยายไปสู่โหมด Multiplayer (เล่นหลายคน) ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน 3 แบบ ได้แก่ Crash Battle ที่ให้ผู้เล่นหลายคนมาปะทะกันที่ทางแยกพร้อมกัน, Crash Party ที่สลับกันเล่นเป็นรอบๆ และ Crash Tour ที่เล่นเหมือนกอล์ฟ ใครทำคะแนนรวมน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งเป็นการพลิกตรรกะ "ยิ่งเยอะยิ่งดี" ให้กลายเป็นความท้าทายที่น่าสนใจ
เวอร์ชัน Xbox 360 และการอัปเกรดทางเทคนิค
การวางจำหน่าย Burnout Revenge บน Xbox 360 ไม่ใช่แค่การพอร์ตเกมมาเฉยๆ แต่ Criterion ได้อัปเกรดงานภาพให้เข้ากับขุมพลังของเครื่อง เพิ่มทางแยกใหม่ในโหมด Crash Tour อีก 10 แห่ง และสร้างระบบออนไลน์ขึ้นมาใหม่รอบๆ ระบบ Revenge Rivals (คู่ปรับล้างแค้น) ซึ่งระบบนี้จะคอยติดตามว่าผู้เล่นสองคนอัดกันไปกี่ครั้งแล้วตลอดการเล่น ทำให้โหมดออนไลน์มีความรู้สึกเหมือนการล้างแค้นส่วนตัว
ฟีเจอร์ Burnout Clips ที่มีเฉพาะในเวอร์ชัน Xbox 360 ช่วยให้ผู้เล่นสามารถบันทึกคลิปความยาว 30 วินาทีจากการแข่งแบบออฟไลน์และแชร์ผ่าน Xbox Live ได้ สำหรับฮาร์ดแวร์ในปี 2005 การแชร์รีเพลย์แบบนี้ถือเป็นส่วนเสริมที่ล้ำสมัยมากในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นนอกเหนือจากการแข่งปกติ

อิทธิพลและตำนานของ Burnout Revenge
Burnout Revenge ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของซีรีส์ที่ Criterion มุ่งเน้นไปที่การทำลายล้างเป็นกลไกหลักแทนที่จะเป็นแค่ฟีเจอร์เสริม ระบบ Traffic checking เพียงอย่างเดียวก็เปลี่ยนวิธีที่ผู้เล่นสัมผัสความเร็วของเกมไปอย่างสิ้นเชิง และโครงสร้างของระบบ Revenge Takedown ก็มอบเหตุผลเชิงเนื้อเรื่องให้กับการขับขี่ที่ดุดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกมแข่งรถทั่วไปทำได้ยาก สำหรับแฟนเกมแนวทำลายล้าง ภาคนี้ยังคงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของนักพัฒนาที่สร้างทุกระบบขึ้นมาเพื่อรองรับไอเดียเดียวที่ทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ











