เกมแนว Dystopian มักจะให้ผู้เล่นรับบทเป็นคนที่ต่อสู้กับรัฐบาลที่กดขี่ แต่ Dystopicon กลับเลือกใช้วิธีที่แปลกประหลาดกว่านั้น แทนที่จะให้ผู้เล่นถืออาวุธหรือออกไปลุยบนท้องถนน เกมกลับขังผู้เล่นไว้ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ แล้วสั่งให้ดูโทรทัศน์ นั่นคืองานของคุณ ยิ่งดูทีวีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับเงินมากขึ้นเท่านั้น และเงินก้อนนั้นก็จะถูกนำไปใช้จ่ายค่าอาหาร ความสะดวกสบาย สุขภาพ และทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด
Dystopicon พัฒนาโดย Palitroque เป็นเกมแนวบริหารเวลา (Time-management) และจำลองชีวิต (Life simulation) ที่มีฉากหลังเป็นสังคมที่หุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ รัฐบาลที่เรียกตัวเองว่า Trinity คอยจัดหาที่อยู่อาศัยและบริการพื้นฐานให้แก่พลเมืองพร้อมกับเฝ้าติดตามพฤติกรรมของพวกเขา เกมจะให้ผู้เล่นเลือกว่าจะทำตามกฎและเป็นพลเมืองดี หรือจะเริ่มขุดคุ้ยสิ่งที่รัฐบาลพยายามปกปิดเอาไว้
ดูทีวีคืองานหลัก
ลูปเกมเพลย์ (Gameplay loop) พื้นฐานนั้นเรียบง่ายอย่างน่าประหลาด ผู้เล่นต้องนั่งหน้าทีวี เลือกช่อง และรับเงินจากการดู ช่องรายการที่แตกต่างกันจะให้รายได้ไม่เท่ากัน และบางช่องอาจส่งผลต่อความต้องการของตัวละคร จากนั้นเงินเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้จ่ายกับสิ่งของต่างๆ ภายในอพาร์ตเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร สุขอนามัย ความบันเทิง และความสะดวกสบาย
ปัญหาคือตัวละครยังคงต้องใช้ชีวิต การใช้เวลาหน้าทีวีน้อยเกินไปหมายถึงเงินที่น้อยลง แต่ถ้าดูตลอดเวลาก็อาจทำให้ความต้องการด้านอื่นถูกละเลย Dystopicon เปลี่ยนกิจวัตรแสนธรรมดาอย่างการดูทีวีให้กลายเป็นการรักษาสมดุลที่ต้องทำตลอดเวลา ซึ่งผลลัพธ์ออกมาดีเกินคาด อพาร์ตเมนต์เริ่มให้ความรู้สึกเหมือนกรงขังที่มีทีวีวางอยู่ มากกว่าจะเป็นรางวัลที่แสนสบาย

อพาร์ตเมนต์ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด
ในตอนแรก อพาร์ตเมนต์ดูเหมือนจะเป็นแค่สถานที่สำหรับจัดการค่าสถานะ (Stats) เท่านั้น มีสิ่งของให้ใช้งาน มีอาหารให้หา มีขยะให้ทำความสะอาด และมีหนูวิ่งไปมาบ้างเป็นครั้งคราว แต่เมื่อลองสังเกตให้ดีจะพบว่ามีอะไรซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวเหล่านั้น ทั้งข้อความจากรัฐบาล เพื่อนบ้าน เหตุการณ์ประหลาด สิ่งของที่ถูกซ่อนไว้ และการปฏิสัมพันธ์ที่น่าสงสัย ซึ่งค่อยๆ ผลักดันให้ผู้เล่นเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักของเกม
นั่นคือจุดที่ Dystopicon น่าสนใจขึ้นมาก ผู้เล่นไม่ได้แค่พยายามรักษาค่าความหิว สุขภาพ และความสบายให้สูงอยู่ตลอดเวลาอีกต่อไป แต่มีเหตุผลให้ต้องสำรวจอพาร์ตเมนต์และใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก คอมพิวเตอร์อาจซ่อนบางอย่างที่ไม่ควรมีอยู่ พัสดุจากรัฐบาลอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ยากลำบาก หรือแม้แต่หุ่นโชว์เสื้อผ้าที่ผู้เช่าคนก่อนทิ้งไว้ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง เกมทำได้ดีในการเปลี่ยนสิ่งของธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถาม

การเป็นพลเมืองดีอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป
คะแนนพลเมือง (Citizen rating) เป็นหนึ่งในระบบที่ทำให้การตัดสินใจใน Dystopicon มีความหมาย รัฐบาลต้องการให้พลเมืองทำตัวดี รายงานกิจกรรมที่น่าสงสัย และปฏิบัติตามกฎ ซึ่งการทำเช่นนั้นจะช่วยเพิ่มสถานะของผู้เล่น คะแนนที่สูงขึ้นจะนำไปสู่ระดับพลเมืองที่ดีขึ้นและโอกาสใหม่ๆ ทำให้ผู้เล่นมีเหตุผลที่จะเล่นตามเกมของระบบ
แน่นอนว่าทางเลือกที่น่าสนใจกว่าคือการเริ่มแหกกฎ Dystopicon เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้สืบสวนกิจกรรมที่น่าสงสัย ช่วยเหลือผู้อื่น หรือตั้งคำถามในสิ่งที่พลเมืองดีไม่ควรทำ ปัญหาคือความอยากรู้อยากเห็นอาจมาพร้อมกับผลที่ตามมา และเกมก็ไม่ได้บอกผลลัพธ์เหล่านั้นอย่างชัดเจนเสมอไป ความไม่แน่นอนนี้ทำให้ทุกการตัดสินใจน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าการทำสิ่งที่ถูกต้องตามศีลธรรมจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

ฉากจบ 14 แบบคือจุดขายที่แท้จริง
การเล่นรอบแรกจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไม Dystopicon ถึงถูกออกแบบมาให้เล่นซ้ำได้หลายรอบ เกมมีฉากจบที่เป็นไปได้ถึง 14 แบบ และการไปถึงฉากจบหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะอธิบายวิธีปลดล็อกฉากจบอื่นๆ ได้เสมอไป การเล่นครั้งแรกอาจกลายเป็นการเอาชีวิตรอดที่เป้าหมายหลักคือการผ่านช่วงทดสอบไปให้ได้ ในขณะที่การเล่นรอบหลังๆ สามารถเน้นไปที่การตัดสินใจเลือกทางที่แตกต่างออกไปอย่างตั้งใจ
ความสามารถในการเล่นซ้ำ (Replayability) นี้ทำงานได้ดีเป็นพิเศษเพราะเกมไม่จำเป็นต้องให้ผู้เล่นเริ่มแคมเปญยาวๆ ใหม่เพื่อลองอะไรที่ต่างออกไป ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนวิธีการรับมือกับรัฐบาล การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน การสำรวจอพาร์ตเมนต์ หรือการจัดการทรัพยากร แล้วดูว่าทางเลือกเหล่านั้นนำไปสู่จุดไหน นอกจากนี้ยังมี Challenge Mode ที่จะปลดล็อกหลังจากผ่านเนื้อเรื่องหลักไปแล้ว ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผู้เล่นกลับมาเล่นหลังจากค้นพบความลับบางอย่างของเกมแล้ว

Dystopicon ยิ่งเล่นยิ่งแปลก และนั่นคือข้อดี
สิ่งที่น่าจะดีที่สุดของ Dystopicon คือความคาดเดาไม่ได้ เกมเริ่มต้นด้วยกิจวัตรแสนธรรมดาอย่างการดูทีวี กินข้าว ทำความสะอาด และพยายามรักษาคะแนนพลเมือง จากนั้นเหตุการณ์ประหลาดก็เริ่มถาโถมเข้ามา จนจู่ๆ ผู้เล่นก็ต้องมานั่งสืบสวนคอมพิวเตอร์ ค้นพบข้อมูลลับ รับมือกับการแทรกแซงของรัฐบาล และตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เคยอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์นี้มาก่อน
นอกจากนี้ยังมีอารมณ์ขันแบบตลกร้าย (Dark humor) ผสมอยู่ในบรรยากาศที่อึดอัด ตัวเลือกบทสนทนาบางอย่างมีความไร้สาระอย่างตั้งใจ ซึ่งช่วยไม่ให้บรรยากาศแบบดิสโทเปียหนักหนาจนเกินไป บางช่วงผู้เล่นอาจกำลังรับมือกับการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล แต่ในวินาทีถัดมากลับต้องมานั่งกังวลเรื่องหนูหรือตัดสินใจเรื่องที่น่าสงสัยเกี่ยวกับหุ่นโชว์เสื้อผ้าในห้อง การผสมผสานที่แปลกประหลาดนี้คือเสน่ห์ส่วนหนึ่งของ Dystopicon
บทสรุป
Dystopicon สร้างความประทับใจแรกได้ดีเพราะมันหยิบเอากิจวัตรธรรมดาๆ มาค่อยๆ เปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่น่าขนลุก การดูทีวีเพื่อหาเงินฟังดูไร้สาระ แต่เมื่อนำเรื่องอาหาร สุขภาพ ความสะดวกสบาย การสอดแนมของรัฐบาล และคะแนนพลเมืองเข้ามาผสม กิจวัตรที่เรียบง่ายนี้ก็เริ่มสมเหตุสมผลขึ้นมา
ส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดของเกมคือความอยากรู้อยากเห็นที่มันสร้างขึ้น ผู้เล่นจะเริ่มตั้งคำถามว่ามีอะไรอยู่หลังประตูบานถัดไป รัฐบาลกำลังปิดบังอะไรอยู่ เกิดอะไรขึ้นกับผู้เช่าคนก่อน และการตัดสินใจแบบไหนที่จะนำไปสู่ฉากจบอื่นๆ ไม่ใช่ทุกปริศนาที่จะกระจ่างในทันที และบางระบบอาจต้องอาศัยการทดลองสักพักถึงจะเข้าใจ แต่ความไม่แน่นอนนั้นก็เข้ากับเกมที่สร้างขึ้นมาเพื่อการค้นหาความลับได้เป็นอย่างดี
Dystopicon ไม่ใช่เกมผจญภัยแนวดิสโทเปียแบบดั้งเดิม และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันคุ้มค่าที่จะลองเล่น มันเป็นเกมจำลองชีวิตเล็กๆ ที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในระบบที่สัญญาว่าจะมอบความสะดวกสบายให้ แต่ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ พรากอิสรภาพของผู้เล่นไป ด้วยฉากจบ 14 แบบและเหตุผลมากมายในการเล่นซ้ำ เห็นได้ชัดว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นหลังหน้าจอโทรทัศน์นั้นมากกว่าที่รัฐบาลอยากให้พลเมืองรู้




