S-Game Studio ได้ออกมาแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน เพื่อปฏิเสธการใช้เทคโนโลยีภาพ AI ในเกม Phantom Blade Zero หลังจากที่เกมแนว Action-RPG ที่กำลังจะวางจำหน่ายนี้ไปปรากฏอยู่ในรายชื่อเกมของ Nvidia ที่มีแผนจะรองรับฟีเจอร์อัปสเกลภาพ (Upscaling) อย่าง DLSS 5 ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ โดยการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือว่าจงใจอย่างยิ่ง เนื่องจาก DLSS 5 เพิ่งจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์จากการที่มันสร้างใบหน้า NPC ที่บิดเบี้ยวและดูเรียบเนียนผิดธรรมชาติจนผู้เล่นต่างพากันเรียกว่า "slopface"
ทำไม S-Game ถึงจำเป็นต้องออกมาพูด
ในความเป็นจริงแล้ว Phantom Blade Zero ยังไม่ได้ถูกนำมาโชว์การรันด้วย DLSS 5 แต่อย่างใด ปัญหาคือชื่อเกมไปปรากฏอยู่ในบล็อกโพสต์ของ Nvidia ที่ระบุถึงเกมที่จะรองรับฟีเจอร์ดังกล่าวในอนาคต ซึ่งปัจจุบันจำกัดอยู่แค่บนฮาร์ดแวร์ GeForce RTX 5090 เท่านั้น การถูกเชื่อมโยงเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ S-Game ตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากกระแสตอบรับเชิงลบอย่างรุนแรงของคอมมูนิตี้ที่มีต่อผลลัพธ์ของ DLSS 5 บนใบหน้าตัวละคร
ทางสตูดิโอไม่ได้เพียงแค่โพสต์ข้อความปฏิเสธแบบกว้างๆ แต่ได้ออกมาแจกแจงรายละเอียดอย่างชัดเจน โมเดลตัวละครใน Phantom Blade Zero ถูกสร้างขึ้นจากการสแกน 3D จากคนจริง ส่วนงานพากย์เสียงทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษก็ผ่านการขัดเกลามาอย่างพิถีพิถัน อาวุธภายในเกมยังถูกจำลองขึ้นจากของจริงโดยช่างตีเหล็กก่อนจะนำมาถ่ายทอดเป็นงานศิลป์ในเกม
"เราจะไม่ใช้เทคโนโลยีภาพ AI ที่อาจส่งผลกระทบต่อเจตจำนงทางศิลปะ (Artistic intent) ดั้งเดิมของศิลปินของเรา" บัญชีทางการของ Phantom Blade Zero ระบุบน X พร้อมเสริมว่า "เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่างานศิลป์ที่สร้างโดยมนุษย์ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือในการสร้างมูลค่า แต่มันคือตัวมูลค่าของมันเอง"
ดราม่า DLSS 5 ที่จุดชนวนให้เกิดแถลงการณ์
DLSS 5 ของ Nvidia ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักหลังจากที่เทคเดโม (Tech demo) เผยให้เห็นว่าฟีเจอร์ AI Frame Generation และการอัปสเกลภาพนั้นทำให้ใบหน้าตัวละครดูแปลกประหลาดและผ่านการประมวลผลจนดูไม่เป็นธรรมชาติ กระแสต่อต้านไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่ผู้เล่นเท่านั้น รายงานระบุว่านักพัฒนาเกมทั่วทั้งอุตสาหกรรมต่างแสดงความไม่พอใจต่อผลกระทบที่เทคโนโลยีนี้มีต่องานศิลป์ตัวละครที่ถูกสร้างสรรค์มาอย่างประณีต
สำหรับเกมอย่าง Phantom Blade Zero ซึ่งสร้างชื่อเสียงก่อนวางจำหน่ายด้วยสไตล์ภาพที่ทำด้วยมือ (Hand-crafted) และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแอ็กชันกังฟู การถูกเชื่อมโยงแม้เพียงเล็กน้อยกับผลลัพธ์จาก AI ถือเป็นปัญหาใหญ่ เสน่ห์ของเกมนี้หยั่งรากลึกอยู่ในความเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นระบบคอมโบที่ออกแบบมาเพื่ออาวุธแต่ละประเภทโดยเฉพาะ, กลไกการต่อสู้ด้วยดาบแบบดั้งเดิม และงานภาพที่ดูไม่เหมือนเกมแนว Souls-like ทั่วไปแม้จะมีการเปรียบเทียบในแง่ของผิวเผินก็ตาม
มีการระบุว่า Phantom Blade Zero รองรับ DLSS 5 ในบล็อกโพสต์ของ Nvidia แต่ทาง S-Game ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะนำฟีเจอร์นี้มาใช้จริง ซึ่งแถลงการณ์ของสตูดิโอก็สื่อเป็นนัยอย่างชัดเจนว่าจะไม่ใช้งานดังกล่าว
ความหมายต่อการเปิดตัวในวันที่ 6 กันยายน
Phantom Blade Zero ตั้งเป้าจะวางจำหน่ายในวันที่ 6 กันยายน และ S-Game ก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการปกป้องตัวตนของเกมก่อนที่จะถึงช่วงเวลาดังกล่าว แถลงการณ์ของสตูดิโอได้วางตำแหน่งของโปรเจกต์นี้ให้เป็นผลงานจากความตั้งใจจริง ไม่ใช่แค่สินค้าที่ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับเทคโนโลยีปรับแต่งประสิทธิภาพที่มีให้ใช้งานทั่วไป
"S-GAME ไม่ได้แค่จ้างกลุ่มนักพัฒนามาทำเกม แต่เรามุ่งมั่นที่จะสร้างทีมที่เต็มไปด้วยความหลงใหลและยอดเยี่ยม เราจึงตัดสินใจสร้างเกมที่ทุกคนในทีมสามารถภาคภูมิใจได้อย่างแท้จริง" แถลงการณ์ระบุ
การวางตำแหน่งเช่นนี้มีความสำคัญ Phantom Blade Zero ได้สร้างความคาดหวังอย่างแท้จริงจากดีไซน์การต่อสู้และเอกลักษณ์ทางภาพ สิ่งใดก็ตามที่ทำให้เอกลักษณ์นั้นมัวหมอง แม้จะเป็นเพียงความร่วมมือทางเทคโนโลยีที่ผู้เล่นเชื่อมโยงไปถึง AI ที่ไร้คุณภาพ ก็เป็นความเสี่ยงที่ S-Game ไม่ยอมรับอย่างแน่นอน
ดราม่าเรื่อง DLSS 5 ยังคงดำเนินต่อไปในอุตสาหกรรม และนักพัฒนาอีกหลายรายอาจต้องออกมาแสดงจุดยืนให้ชัดเจนขึ้นในขณะที่ Nvidia พยายามผลักดันฟีเจอร์นี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น สำหรับผู้เล่นที่ติดตามความคืบหน้าของ Phantom Blade Zero จนถึงวันวางจำหน่าย สามารถติดตามข่าวสารเกมล่าสุดเพื่อรับข้อมูลอัปเดตอย่างต่อเนื่องเมื่อใกล้ถึงช่วงเดือนกันยายนและเมื่อมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเกมเวอร์ชันสมบูรณ์ออกมา








