แฟน ๆ ของไตรภาค FF7 Remake ต้องเจอกับสัปดาห์ที่หนักหน่วง ในวันเดียวกันกับที่ Square Enix ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าภาคที่สามและเป็นภาคสุดท้ายมีชื่อว่า Final Fantasy VII Revelation และมีกำหนดวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิหน้า ก็มีข่าวอีกกระแสหนึ่งหลุดออกมาซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เล่นหลายคนมากกว่าที่คาดไว้ นั่นคือ Tyler Hoechlin จะไม่กลับมาให้เสียงพากย์ Sephiroth ในภาคบทสรุปนี้
สำหรับผู้เล่นที่ติดตาม Final Fantasy VII Rebirth และภาคก่อนหน้ามาโดยตลอด ผ่านทุกคัตซีนที่น่าจดจำและการต่อสู้กับบอสสุดเร้าใจ การแสดงของ Hoechlin ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากตัวตนของ Sephiroth ในเวอร์ชันนี้ ข่าวที่ว่าจะมีนักพากย์คนใหม่มารับบทบาทในช่วงที่ดราม่าที่สุดของไตรภาคนี้ทำให้คอมมูนิตี้รู้สึกไม่สบายใจอย่างแท้จริง
ช่วงเวลาที่แฟน ๆ เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว
กระแสตอบรับกระจายไปอย่างรวดเร็วเมื่อผู้เล่นเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน การประกาศชื่อภาค Revelation เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน สร้างความตื่นเต้นตามคาด แต่ภายใน 24 ชั่วโมง ข่าวการเปลี่ยนตัวนักพากย์ Sephiroth ก็ปรากฏขึ้นและเปลี่ยนทิศทางของบทสนทนาไปโดยสิ้นเชิง
โพสต์บนโซเชียลมีเดียมีตั้งแต่ความผิดหวังไปจนถึงความงุนงง สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันไม่ใช่ความโกรธแค้นต่อนักพากย์คนใหม่ที่จะมารับบท แต่เป็นเรื่องของ "จังหวะเวลา" การเปลี่ยนตัววายร้ายหลักของไตรภาคในช่วงโค้งสุดท้าย หลังจากที่สร้างความต่อเนื่องในการแสดงมาตลอดสองเกมเต็ม ทำให้ผู้เล่นหลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด แฟนบางคนถึงกับบอกว่ารู้สึกเศร้า ในขณะที่บางคนก็ยังคงตั้งคำถามว่าทำไม
ทำไมการแสดงของ Hoechlin ถึงสำคัญมาก
ประเด็นของ Sephiroth ในไตรภาค Remake คือตัวละครนี้โดดเด่นได้เพราะความสุขุม Hoechlin มอบการแสดงที่เย็นชาและมีความเป็นละคร (theatrical) ให้กับบทบาทนี้ ทำให้ทุกประโยคที่พูดออกมามีน้ำหนัก One-Winged Angel ไม่ควรจะดูตื่นตระหนกหรือโวยวาย แต่เขาควรจะให้ความรู้สึกถึงสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณสมบัติเฉพาะตัวนี้ถูกสั่งสมมาตลอดทั้ง Remake และ Rebirth และตอนนี้ผู้เล่นต่างสงสัยว่าเสียงพากย์ใหม่จะสามารถถ่ายทอดพลังแบบเดียวกันนี้ไปสู่บทสรุปใน Revelation ได้หรือไม่
ความต่อเนื่องของเสียงพากย์ในเกมซีรีส์ยาว ๆ เป็นสิ่งที่ผู้เล่นให้ความสำคัญมาก เมื่อมีการเปลี่ยนเสียงกลางคันในไตรภาค โดยเฉพาะกับตัวละครที่เป็นหัวใจสำคัญทางอารมณ์ของเรื่อง มันสร้างความรู้สึกไม่ต่อเนื่อง (disconnect) ที่ยากจะมองข้าม ไม่ว่านักพากย์คนใหม่จะทำผลงานได้ดีเพียงใดก็ตาม
ความหมายของเรื่องนี้ต่อภาค Revelation
Final Fantasy VII Revelation ถูกวางตำแหน่งให้เป็นบทสรุปของหนึ่งในโปรเจกต์รีเมคที่ทะเยอทะยานที่สุดในวงการเกม เดิมพันครั้งนี้สูงมาก ทั้งในแง่ของเนื้อเรื่องและความคาดหวังของแฟน ๆ การเปลี่ยนตัว Sephiroth เพิ่มตัวแปรที่ไม่คาดคิดเข้ามาในสถานการณ์ที่ซับซ้อนอยู่แล้ว
Square Enix ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งยิ่งทำให้เกิดการคาดเดาไปต่าง ๆ นานา ผู้เล่นที่ยังคงเล่นภาคก่อนหน้าอยู่สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการต่อสู้และกลไกของปาร์ตี้ได้ใน FF7 Rebirth beginner's guide ก่อนที่ Revelation จะวางจำหน่าย
กระแสตอบรับจากคอมมูนิตี้ในวงกว้างชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ Sephiroth คือใบหน้าของวายร้ายใน Final Fantasy ด้วยเหตุผลบางอย่าง และไตรภาค Remake ก็ได้เน้นย้ำถึงตำนานนี้อย่างหนัก การถ่ายทอดตัวละครนี้ให้ถูกต้องในภาคสุดท้ายจึงมีความสำคัญมากกว่าเกมอื่น ๆ ในซีรีส์เกือบทั้งหมด
สิ่งที่ Square Enix จะทำต่อไปจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ การออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่ออธิบายสถานการณ์จะช่วยลดความกังวลของฐานแฟนคลับที่กำลังเติมเต็มความเงียบด้วยทฤษฎีของตัวเองได้มาก จนกว่าจะถึงตอนนั้น กรอบเวลาการวางจำหน่ายในฤดูใบไม้ผลิของ Revelation ก็ยังพอมีเวลาให้ทางสตูดิโอได้จัดการกับสถานการณ์นี้ก่อนเกมจะเปิดตัว
สำหรับผู้เล่นที่วางแผนจะกลับไปเล่นซ้ำหรือเริ่มเล่นไตรภาคนี้ก่อนที่ Revelation จะมาถึง สามารถดู FF7 Rebirth strategy guides collection ฉบับเต็ม ซึ่งครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่การจัดเซ็ตอาวุธไปจนถึงการสำรวจโลกอย่างละเอียด








