บทสนทนาเกี่ยวกับ web3 gaming มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องโทเคน (tokens), โมเดลการสเตก (staking models) และกลไกการเก็งกำไร แต่ประเด็นสำคัญที่กำหนดความคาดหวังของผู้เล่นในปัจจุบันกลับไม่ใช่เรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของการได้รับการยอมรับ "Return on time" (ผลตอบแทนจากเวลาที่เสียไป) ได้กลายเป็นแนวคิดหลักสำหรับผู้เล่นที่ต้องการให้ความพยายามในเกมของพวกเขามีมูลค่าหลงเหลืออยู่แม้จะเลิกเล่นไปแล้วก็ตาม ในอุตสาหกรรมที่กำลังฟื้นตัวจากยุค Play-to-Earn และความเหนื่อยล้าที่ตามมา แนวคิดนี้กำลังกลายเป็นมาตรวัดที่มั่นคงและเป็นรูปธรรมมากขึ้นสำหรับสิ่งที่ผู้เล่นยุคใหม่คาดหวัง
ภูมิทัศน์หลังยุค P2E ที่ยังคงถูกหล่อหลอมด้วยนิสัยเดิมๆ
แม้ว่านักพัฒนาและคอมมูนิตี้ส่วนใหญ่จะหันหลังให้กับโมเดล Play-to-Earn แล้ว แต่อิทธิพลของมันยังคงหลงเหลืออยู่ P2E ได้สร้างเงื่อนไขให้ผู้เล่นหลายคนเปรียบเทียบเกมเพลย์กับโอกาสในการทำเงิน และสตูดิโอต่างก็ออกแบบเกมโดยยึดตามความคาดหวังนั้น ผลที่ตามมาคือช่วงเวลาที่ลูปของเกม (game loops) รู้สึกเหมือนการทำงาน และมูลค่าถูกตัดสินด้วยอัตราค่าตอบแทนรายชั่วโมงแทนที่จะเป็นความสนุกสนาน
แม้ว่าระบบนิเวศจะเริ่มถอยห่างจากโครงสร้างเหล่านี้ แต่กรอบความคิดดังกล่าวยังคงส่งผลต่อการประเมินโปรเจกต์ใหม่ๆ นักลงทุนยังคงเฝ้าดูจำนวนธุรกรรมเพื่อเป็นตัวบ่งชี้การมีส่วนร่วม (engagement) ผู้เล่นยังคงระมัดระวังเรื่องการฟาร์ม (grinding) โดยไม่มีรางวัลที่ชัดเจน และสตูดิโอมักประสบปัญหาในการตอบโจทย์ทั้งเกมเมอร์สายดั้งเดิมและกลุ่มผู้เล่นที่คุ้นเคยกับ web3 สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้การสร้างความเชื่อมั่นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะ เมื่อการเก็งกำไรทางการเงิน บดบังประสบการณ์หลักของเกม
ทำไมความต่อเนื่องถึงสำคัญกว่าค่าตอบแทน
ผู้เล่นส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการให้เกมทำหน้าที่เหมือนงานพาร์ทไทม์ แต่พวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่ว่าเวลาของพวกเขาหายวับไปทันทีที่เลิกเล่น เกมแบบดั้งเดิม (Traditional games) ทำงานบนระบบปิดที่ไอเทม ความสำเร็จ และของตกแต่ง (cosmetics) จะถูกล็อกไว้เมื่อผู้เล่นเลิกเล่น แต่ web3 อย่างน้อยในเชิงหลักการ ก็มอบโอกาสในการทำลายรูปแบบนั้น
การมีทางออกที่เปลี่ยนเป็นมูลค่าได้เล็กน้อย (liquid exit) แม้จะมีมูลค่าเพียงไม่กี่ดอลลาร์ ก็สามารถเปลี่ยนผลกระทบทางอารมณ์เมื่อต้องเลิกเล่นเกมได้ มันเป็นการยอมรับความพยายามที่ทุ่มเทให้กับการพัฒนาตัวละครและสร้างความรู้สึกต่อเนื่องระหว่างเวลาที่ใช้ไปกับสิ่งที่เหลืออยู่หลังจากนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องของกำไร แต่เป็นเรื่องของการได้รับการยอมรับ มันสะท้อนให้เห็นถึงโลกเสมือนในยุคแรกอย่าง Neopets ที่ความหายากและการแลกเปลี่ยนทำให้ไอเทมมีความหมายโดยไม่ต้องพึ่งพาความต้องการเชิงเก็งกำไร
การพัฒนาแบบสองเส้นทางและความจำเป็นในการสร้างตัวตน
การสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มผู้เล่น web2 และ web3 เป็นความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น สตูดิโอบางแห่งพยายามรวมแนวทางทั้งสองเข้าด้วยกันในโครงสร้างเดียว แต่สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในตัวตนของเกมและความคาดหวังที่ไม่ชัดเจน ผลลัพธ์มักทำให้ผู้เล่นที่ต้องการความชัดเจนว่าเกมนี้คืออะไรต้องผิดหวัง
Fanoraverse รับมือกับปัญหานี้ด้วยการแยกส่วนอย่างชัดเจน เวอร์ชัน Steam ที่ชื่อ The Wildlands of Faenora มุ่งเน้นไปที่ การเล่นแบบ roguelike คลาสสิก โดยไม่มีองค์ประกอบบล็อกเชน ส่วนเวอร์ชันเบราว์เซอร์ web3 ที่ชื่อ To The Grave: The Wildlands of Faenora จะใช้กลไกเดียวกันแต่เพิ่มเลเยอร์มูลค่าเสริม เช่น ตัวละครที่ซื้อขายได้และรางวัลตามฤดูกาล เนื่องจากทั้งสองเวอร์ชันมีตัวตนหลักที่สอดคล้องกัน จึงหลีกเลี่ยงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังของ web2 และ web3 ปะทะกัน โครงสร้างนี้แสดงให้เห็นว่าการออกแบบแบบสองเส้นทาง (dual-path design) สามารถทำงานได้เมื่อรากฐานของเกมเพลย์มีความแข็งแกร่ง
บทบาทของความเชื่อมั่นในการมีส่วนร่วมของผู้เล่น
ความเชื่อมั่นเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่เปราะบางที่สุดใน web3 gaming การเปิดตัวเกมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำสัญญาที่ไม่ได้ทำตาม และแผนงาน (roadmaps) ที่เน้นการเก็งกำไร ทำให้ผู้เล่นมีความระมัดระวัง การประกาศต่างๆ ที่อาจเป็นเรื่องปกติในเกมทั่วไปกลับสร้างความกังวลในคอมมูนิตี้ web3 เนื่องจากผลกระทบทางการเงินที่ผูกติดอยู่กับสินทรัพย์และความคืบหน้าในเกม
Return on time ช่วยลดระดับความเชื่อมั่นที่จำเป็นจากผู้เล่นตั้งแต่เริ่มต้น หากผู้เล่นรู้ว่าพวกเขายังคงรักษามูลค่าบางอย่างไว้ได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับแผนงานระยะยาวหรือรอบของโทเคน ความเสี่ยงทางอารมณ์ในการมีส่วนร่วมก็จะลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อตัวเกมมีอยู่จริงก่อนระบบเศรษฐกิจของมัน Fanoraverse เลือกใช้แนวทางนี้โดยให้ความสำคัญกับเกมเพลย์ก่อนที่จะนำโทเคนหรือ NFT มาใช้ ทำให้ผู้เล่นสามารถตัดสินประสบการณ์จากตัวเกมได้ด้วยตัวเอง
Gigaverse และความหมายของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ
หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งของ return on time มาจาก Gigaverse ซึ่งผู้เล่นสามารถสะสมมูลค่าเล็กน้อยผ่านการเล่นเกมตามปกติ หลังจากเล่นแบบสบายๆ บนบัญชีฟรีมาหลายเดือน การสะสมวัสดุที่มีมูลค่าประมาณ $16 อาจดูเล็กน้อย แต่ผลทางจิตวิทยานั้นมีนัยสำคัญ มันเปลี่ยนกระบวนการเลิกเล่นจากการสูญเสียให้กลายเป็นการเปลี่ยนผ่าน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้เล่นกับโลกของเกม
Gigaverse นำเสนอตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมว่ารางวัลเล็กๆ ที่เปลี่ยนเป็นมูลค่าได้สามารถเสริมสร้างความพึงพอใจของผู้เล่นโดยไม่ต้องพึ่งพาการเก็งกำไรที่รุนแรง ระบบนี้ให้เกียรติเวลาของผู้เล่นโดยไม่สัญญาเรื่องรายได้ ซึ่งทำให้มันแตกต่างจากโมเดล web3 ยุคก่อนที่พึ่งพาโครงสร้างการทำเงินที่ไม่ยั่งยืน
การปรับเป้าหมายของผู้เล่น นักพัฒนา และนักลงทุนให้ตรงกัน
ผู้เล่น นักพัฒนา และนักลงทุน มักดำเนินงานด้วยเป้าหมายที่แตกต่างกัน ผู้เล่นต้องการประสบการณ์ที่น่าดึงดูดและทางออกที่ยุติธรรม นักพัฒนาต้องการความมั่นคงและอิสระในการสร้างสรรค์ ส่วนนักลงทุนมักมุ่งเน้นไปที่สัญญาณตลาดและศักยภาพในการเติบโต ลำดับความสำคัญที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ทำให้สตูดิโอรักษาทิศทางได้ยาก
Return on time สร้างจุดกึ่งกลางขึ้นมา มันมอบเหตุผลให้ผู้เล่นยังคงมีส่วนร่วม มอบลูปที่ยั่งยืนให้นักพัฒนาได้สร้างสรรค์ และทำให้นักลงทุนเห็นกิจกรรมที่มั่นคงโดยไม่บีบให้เกมต้องใช้วิธีการที่เน้นการตักตวง แม้ว่าจะไม่ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด แต่ก็ช่วยปรับความคาดหวังให้สอดคล้องกันในทางที่สนับสนุนความมั่นคงในระยะยาว
การออกแบบเกม Web3 ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์
เพื่อให้ web3 gaming เติบโต เกมเพลย์จะต้องมีน้ำหนักในตัวเอง ฟีเจอร์บล็อกเชน ควรสนับสนุนประสบการณ์นั้นแทนที่จะเป็นตัวกำหนดมัน เมื่อตลาดซื้อขายและการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทำหน้าที่เป็นเลเยอร์เสริมแทนที่จะเป็นกลไกบังคับ ผู้เล่นจะสามารถเลือกได้ว่าต้องการมีส่วนร่วมลึกซึ้งเพียงใด
สตูดิโอที่ค่อยๆ ปรับใช้โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่า web3 สามารถมอบความต่อเนื่องที่มีความหมายโดยไม่ต้องเสียสละความบันเทิง แนวทางข้างหน้าดูเหมือนจะเอื้อต่อฟีเจอร์ที่จับต้องได้ การออกแบบที่ยึดผู้เล่นเป็นศูนย์กลาง และระบบที่ให้คุณค่ากับเวลาโดยไม่สร้างความคาดหวังเรื่องกำไรที่เกินจริง
อนาคตของมูลค่าใน Web3 Gaming
Return on time ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงปรัชญาการออกแบบที่รุนแรง แต่เป็นการยอมรับง่ายๆ ว่าเวลาคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่ผู้เล่นใช้ไป เมื่อเกมยอมรับสิ่งนั้นผ่านโครงสร้างเล็กๆ ที่มีความหมาย ผลลัพธ์ที่ได้คือความเชื่อมั่นที่มากขึ้นและการมีส่วนร่วมที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
แนวคิดนี้ปรับกรอบการทำงานของมูลค่าในเกม web3 และนำเสนอทิศทางที่สมดุลมากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรม ในขณะที่สตูดิโอต่างๆ ปรับปรุงแนวทางนี้ โฟกัสจะกลับไปสู่จุดที่ควรจะเป็นตั้งแต่แรก นั่นคือการมอบประสบการณ์ที่ผู้เล่นต้องการลงทุนเวลาของพวกเขาลงไป
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
"Return on time" ใน web3 gaming หมายถึงอะไร?
หมายถึงแนวคิดที่ว่าผู้เล่นควรได้รับมูลค่าบางอย่างจากการเล่นเกม แม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อย เพื่อเป็นการยอมรับเวลาที่พวกเขาใช้ไปกับประสบการณ์นั้น
Return on time หมายความว่าผู้เล่นจะได้เงินจากการเล่นเกมใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ มันเน้นที่ความต่อเนื่องและการได้รับการยอมรับ ไม่ใช่รายได้ ผู้เล่นไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับเงินเดือนหรือกำไรก้อนโต
สิ่งนี้แตกต่างจาก Play-to-Earn อย่างไร?
P2E เน้นไปที่การทำเงินเชิงเก็งกำไรและผลตอบแทนที่สูง ส่วน Return on time เน้นไปที่มูลค่าเล็กน้อยที่ขับเคลื่อนโดยผู้เล่น ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามมากกว่าการลงทุน
Return on time สามารถทำงานได้โดยไม่มีโทเคนหรือ NFT หรือไม่?
มันอาศัยองค์ประกอบที่โอนย้ายได้หรือเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับ NFT หรือวัสดุที่ซื้อขายได้ แต่แนวคิดหลักคือเรื่องของการได้รับการยอมรับ ไม่ใช่การบังคับใช้โทเคน
ทำไมผู้เล่นถึงให้คุณค่ากับทางออกเล็กๆ น้อยๆ?
แม้จะเป็นมูลค่าที่เปลี่ยนเป็นเงินได้เพียงเล็กน้อย แต่มันช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเวลาของพวกเขามีความหมายและไม่ได้สูญเปล่าเมื่อพวกเขาเลิกเล่น
เกมใดบ้างที่เป็นตัวอย่างของโมเดลนี้?
Fanoraverse และ Gigaverse เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งแต่ละเกมแสดงให้เห็นแนวทางที่แตกต่างกันในการรักษามูลค่าของผู้เล่นผ่านเกมเพลย์
เกม web3 จำเป็นต้องมีระบบสองเส้นทาง (dual-path) หรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกเกม แต่โครงสร้างแบบสองเส้นทางสามารถช่วยให้สตูดิโอตอบโจทย์ทั้งเกมเมอร์สายดั้งเดิมและกลุ่มผู้เล่น web3 โดยไม่ต้องบังคับให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องทำตามความคาดหวังของอีกกลุ่ม








