ภาพรวม
Fallen Tear: The Ascension คือโปรเจกต์สุดทะเยอทะยานจาก CMD Studios ที่ตั้งใจผสานสองแนวเกมขวัญใจมหาชนเข้าด้วยกัน นั่นคือการออกแบบแผนที่แบบเชื่อมโยงกันสไตล์ Metroidvania และการเล่าเรื่องที่เน้นตัวละครเข้มข้นแบบคลาสสิก JRPG ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น Hira เด็กหนุ่มผู้เกิดมาพร้อมกับพลังแห่งความมืด (Dark element) ที่ต้องออกเดินทางในโลกเวทมนตร์แห่ง Raoah หลังจากเหล่าทวยเทพแตกแยกกันเพราะความเสื่อมทราม ผลลัพธ์ที่ได้คือเกม Action RPG แบบ 2D ที่เน้นการสำรวจ การสร้างความสัมพันธ์ และระบบต่อสู้ที่ท้าทายและไม่ปรานีคนประมาท
โลกของ Raoah ประกอบไปด้วย 26 ไบโอม (Biomes) ที่ผู้เล่นสามารถเข้าไปสำรวจได้ แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ทางภาพที่โดดเด่น ตั้งแต่ Silent Spring, Lilac Mire ไปจนถึงซากปรักหักพังของ Godspire Ruins โลกในเกมจะตอบสนองต่อทุกการตัดสินใจของ Hira และสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่ส่งผลต่อทั้งการเดินทางและการดำเนินเรื่อง ด้วยจำนวนศัตรูกว่า 150 ประเภทที่กระจายอยู่ตามไบโอมต่างๆ ทำให้เกมนี้มอบประสบการณ์ที่สดใหม่อยู่เสมอ

งานภาพทั้งเกมถูกรังสรรค์ด้วยแอนิเมชันวาดมือแบบดั้งเดิม (Hand-drawn animation) ไม่ว่าจะเป็นสไปรท์ (Sprite) เลเยอร์ฉากหลัง หรือเอฟเฟกต์การต่อสู้ ทุกอย่างถูกบรรจงสร้างขึ้นมาด้วยมือ ทำให้ Fallen Tear มีความสม่ำเสมอของงานภาพที่โดดเด่นกว่าเกมอินดี้ส่วนใหญ่ในระดับเดียวกัน ด้านเพลงประกอบก็ใช้แนวคิดเดียวกัน โดยถูกประพันธ์ขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของแต่ละไบโอม แทนที่จะเป็นเพลงวนลูปซ้ำๆ ในฉากหลัง
ระบบต่อสู้และการพัฒนาตัวละคร
ระบบต่อสู้ของ Fallen Tear ได้แรงบันดาลใจมาจากเกมแนว Souls-like แต่ไม่ได้โหดร้ายจนต้องตายวนลูปแบบเกมเหล่านั้น Hira สามารถโจมตี (Slash), ปัดป้อง (Parry) และหลบหลีก (Dodge) ได้ แต่ความลึกของระบบจะอยู่ที่ Skill tree: ระบบ Elemental Imbuements ช่วยให้ผู้เล่นใส่คุณสมบัติธาตุลงในการโจมตีได้ ในขณะที่สกิล Ascension จะปลดล็อกตัวเลือกการต่อสู้ระดับสูงขึ้นเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป ฟีเจอร์หลักของระบบพัฒนาตัวละครประกอบด้วย:

- Elemental Imbuements สำหรับปรับแต่งการโจมตี
- Ascension skill tree สำหรับสกิลขั้นสูง
- การสลับอาวุธและไอเทมได้ทันที (On-the-fly)
- Monster hunts สำหรับภารกิจท้าทายเสริม
- การเรียนรู้รูปแบบการโจมตีของศัตรูที่ผูกกับบอสแต่ละตัว
การสู้บอสต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างจริงจัง การเปลี่ยนกลยุทธ์กลางคันไม่เพียงแค่ทำได้ แต่เป็นสิ่งที่เกมคาดหวังให้ผู้เล่นทำ ตัวเกมมีการบอกใบ้จุดอ่อนของศัตรูไว้อย่างชัดเจนพอที่ผู้เล่นซึ่งช่างสังเกตจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกจนเกินไป

ระบบ Fated Bonds ทำหน้าที่อะไร?
ระบบ Fated Bonds คือจิตวิญญาณแบบ JRPG ที่ซ่อนอยู่ในเปลือกของ Metroidvania โดย Hira สามารถรับสมัครเพื่อนร่วมทางที่มีเสียงพากย์เต็มรูปแบบได้ถึง 22 คนทั่วโลก ซึ่งแต่ละคนจะมีอาชีพที่แตกต่างกัน เช่น จอมเวท (Mage), นักดาบ (Swordsman), ฮีลเลอร์ (Healer) และจอมโจร (Trickster) เพื่อนร่วมทางแต่ละคนจะมอบความสามารถพิเศษที่ส่งผลต่อทั้งการต่อสู้และการเดินทาง นั่นหมายความว่ารายชื่อเพื่อนร่วมทีมที่คุณเลือก จะส่งผลต่อวิธีที่คุณเคลื่อนที่ผ่านไบโอมต่างๆ ใน Raoah ไม่ใช่แค่การต่อสู้เท่านั้น
เพื่อนร่วมทางทุกคนยังมีเควสต์ไลน์และภูมิหลังของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่แค่เควสต์เสริมทั่วไป แต่จะเชื่อมโยงกับเนื้อเรื่องหลักและปลดล็อกความสามารถที่เปลี่ยนสไตล์การเล่นของ Hira ในการต่อสู้ ด้วยเพื่อนร่วมทางที่แตกต่างกันถึง 22 คน พร้อมชุดสกิลและเนื้อเรื่องเฉพาะตัว ทำให้ Fallen Tear มีความคุ้มค่าในการกลับมาเล่นซ้ำ (Replayability) สูงมาก
Temple of Oras และการสร้างฐาน
นอกเหนือจากการต่อสู้และการสำรวจแล้ว Fallen Tear ยังมีระบบสร้างฐาน (Base building) ที่ศูนย์กลางคือ Temple of Oras เพื่อนร่วมทางที่รับสมัครมาจากทั่ว Raoah สามารถพามาอยู่ที่วิหารแห่งนี้ได้ และยังมีมินิเกมที่ผูกกับฐานเพื่อรับการอัปเกรดที่สะท้อนถึงการเดินทางของ Hira ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นบันทึกความคืบหน้าทางภาพ เป็นฮับที่เติบโตไปพร้อมกับผู้เล่นแทนที่จะเป็นเพียงฉากนิ่งๆ ระหว่างภารกิจ

ระบบวิหารเพิ่มมิติที่เกมแนว Metroidvania ทั่วไปไม่ค่อยทำกัน การเชื่อมโยงการสร้างฐานเข้ากับรายชื่อเพื่อนร่วมทางหมายความว่าจะมีเหตุผลให้คุณตามหา Fated Bonds เหล่านั้นจนครบเสมอ แม้จะเล่นไปนานกว่า 40 ชั่วโมงแล้วก็ตาม สำหรับผู้เล่นที่ต้องการสำรวจทุกซอกทุกมุมของ Raoah และรับสมัครพันธมิตรให้ครบทุกคน CMD Studios ได้สร้างเกมที่ตอบโจทย์ความต้องการของสายเก็บให้ครบ (Completionist) โดยไม่ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นภาระที่ต้องทำ


















